Showing posts with label 09 - นานาสาระเรื่องสุนัข. Show all posts
Showing posts with label 09 - นานาสาระเรื่องสุนัข. Show all posts
2009-06-09
เทคนิคการป้อนยาเม็ดสุนัขแบบง่ายๆ
ในการให้ยาเม็ด (Pill) ทางปากแก่สุนัข เมื่อสุนัขอ้าปากให้วางยาที่โคลนลิ้น สุนัขจะกลืนยาเม็ดลงคอไปได้ ถ้าวางยาเม็ดที่ปลายลิ้นหรือบริเวณอื่นในปาก สุนัขจะสามารถขย้อนยาเม็ดนั้นออกมาและคายทิ้งไป ทำให้เสียยาไป ในการป้อนยาเม็ดด้วยมือจะต้องจับยาเม็ดเข้าไปในปากต้องมีโอกาสสัมผัส กับน้ำลายสุนัขภายในปากซึ่งมีโรคติดต่อบางอย่างผ่านมาในน้ำลายสุนัขและติดถึงคนได้ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า ฉะนั้นการที่จะป้อนยาเม็ดด้วยมือนั้นต้องทราบประวัติสุนัขตัวนั้นอย่างแน่นอนว่า ไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ทางที่ดีควรป้อนยาเม็ดโดยใช้เครื่องมือ เช่น Balling Gun หรือปากคีบเป็นต้น ซึ่งการใช้เครื่องมือดังกล่าวนี้มือคนป้อนสุนัขจะไม่สัมผัสน้ำลายสุนัขเลยวิธีการป้อนยาเม็ดด้วยมือ ในการป้อนยาเม็ดด้วยมือนั้น อาจใช้มือไหนจับหัวสุนัขก็ได้ ขึ้นอยู่กับความถนัด สมมุติว่าใช้มือขวาเป็นมือที่ใช้จับหัวสุนัข โดยใช้ฝ่ามือคว่ำและคร่อมสันจมูกบริเวณ Interdental Space ให้สันจมูกอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วที่เหลือทั้ง 4 ท่อน แขนของมือขวาวางทาบไปบนหน้าผากของสุนัขซึ่งท่อนแขนนี้จะช่วยยกให้หัวสุนัขแหงนขึ้นด้วย แต่ทั่ว ๆ ไป สุนัขไม่ยอมอ้าปาก ต้องใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วที่เหลือทั้ง 4 กดริมฝีปากให้แรงพอที่จะให้ริมฝีปากนั้น กดกับเหงือกและฟันทำให้สุนัขยอมอ้าปากได้บางรายแทนที่จะใช้ฝ่ามือคร่อมขากรรไกรกลับมาจับที่ขากรรไกรล่างแทนก็ได้ เมื่อสุนัขอ้าปากแล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือซ้ายคีบยาเม็ดค่อย ๆ ไปวางที่โคนลิ้นสุนัข รีบชักมือออกพร้อมกับหุบปากสุนัขทันที พยายามอย่าให้สุนัขอ้าปาก เพราะว่าจะขย้อนยาเม็ดดังกล่าวออกมา สังเกตดูว่าสุนัขกลืนยาหรือไม่โดยดูที่คอสุนัข ไม่ควรใช้มือไปขยำหรือนวดที่คอเพื่อช่วยให้กลืนยาเม็ด เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรและยังอาจทำให้สุนัขไม่สามารถกลืนยาได้บางครั้งการให้ยาเม็ดไม่จำเป็นต้องป้อน ในกรณีนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแต่นำยาเม็ดนั้นแทรกลงไปในก้อนเนื้อกล้วย หรือฮอทด็อกหรืออาหารที่สุนัขชอบกินและโปรดปรานนำมาสอดไส้ใส่ยาเข้าไปแล้ววางให้สุนัขกินก็ได้ แต่สุนัขบางตัวมีความฉลาดและรู้ทัน จะไม่ยอมกินซึ่งจำเป็นต้องป้อน อาจจะด้วยมือ หรือใช้เครื่องมือป้อนยาเม็ดนั้นช่วยในการป้อนยาเม็ดนั้นถ้ามือไปสัมผัสกับน้ำลายสุนัข หลังจากเสร็จแล้ว ควรล้างมือทันทีเพื่อรักษาความสะอาดการจับบังคับสุนัขเพื่อให้กินยาประเภทน้ำ ในการป้อนยาประเภทน้ำนั้นค่อนข้างจะง่ายกว่า การป้อนยาประเภทเม็ดเพราะว่าไม่จำเป็นต้องอ้าปากสุนัขแต่อย่างใด สามารถป้อนได้ในขณะที่สุนัขยังถูกผูกปากอยู่ได้ โดยอาศัยหลักทางกายภาพที่ว่า มุมฝีปากด้านข้างสุนัขนั้น มีความยืดหยุ่นได้ ใช้มือหนึ่งจับที่ปลายปากโดยรอบทั้งขากรรไกรล่างและขากรรไกรบนไว้อีกมือหนึ่งแยกริมฝีปากล่างและดึงมุมปากออกมา ก็จะเกิดเป็นลักษณะกระพุ้งหรือถุง ของแก้มสามารถที่จะใช้ช้อน กระบอกฉีดยาหรือใช้เครื่องใส่ยาน้ำ สำหรับป้อนฉีดเข้าไปในกระพุ้งแก้ม ขณะเดียวกันก็พยายามยกหน้าสุนัขให้เชิดขึ้นเล็กน้อย ข้อสำคัญ เครื่องมือที่ใช้ใส่ยาสำหรับป้อนนั้นไม่ควรทำด้วยวัสดุประเภทแก้วหรือสิ่งที่แตกง่าย เพราะว่าสุนัขอาจจะกัดหรือดิ้นและหล่นแตก อาจจะบาดปากสุนัขหรือมือผู้ป้อนได้ เครื่องมือเฉพาะสำหรับป้อนยาน้ำเรียกว่า”Drenchong Spoon” จึงจะปลอดภัยทั้งตัวท่านและสัตว์เลี้ยง
วิธีดูแลสุนัขช่วงหน้าร้อน
ร่างกายของสุนัขจะระบายความร้อนทางปาก ลิ้นและที่อุ้งเท้าโดยไม่มีต่อมเหงื่อตามรูขุมขนตามผิวหนังเหมือนคนเรา ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากสุนัขทำลิ้นห้อยอยู่ตลอดเวลาและบางครั้งก็เอาเท้าจุ่มน้ำก็ปล่อยให้ทำไปเพราะเป็นการระบายความร้อนโดยธรรมชาติ อาการฮีทสโตรกเกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้กับอากาศร้อนได้ทัน การวิ่งออกกำลังกายมากๆ ในช่วงอากาศร้อน หรืออาการขาดน้ำ หรืออยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนสูงกว่าอุณหภูมิของร่างกายเป็นเวลานานๆ ร่างกายไม่สามารถปรับระบบระบายความร้อนได้ทัน โดยปกติอุณหภูมิของสุนัขจะอยู่ที่ 38-39 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิร่างกายสูงถึง 40 องศาที่เกิดจากอากาศไม่ใช่เกิดจากอาการไข้ติดเชื้อก็จะมีอาการหายใจแรง หอบ น้ำลายเยอะมาก เหงือกแดงมาก หัวใจเต้นเร็ว หายใจลำบาก อาเจียนออกเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีจุดแดงตามร่างกาย กล้ามเนื้อกระตุก อุณหภูมิร่างกายสูง จนเกิดอาการชัก หยุดหายใจและตายได้ ซึ่งจะมีผลทำให้อวัยวะต่างๆได้รับผลกระทบดังนี้
- เซลล์ระบบประสาทถูกทำลาย มีเลือดออกที่สมอง
- ระบบหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เยื่อบุลำใส้ขาดเลือดและเป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
- ตับและท่อน้ำดี เซลล์ตับตาย
- ระบบขับถ่ายผิดปกติ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงเฉียบพลันได้
- เลือดเข้มข้นเกินไป เกล็ดเลือดต่ำ ระบบเลือด น้ำเหลือง และภูมิคุ้มกัน
- บกพร่อง มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อที่ขาดเลือดและน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ
การป้องกันคือสิ่งที่ดีที่สุดเราสามารถทำได้โดย
- ต้องมีน้ำให้กินตลอดเวลาไม่ให้ขาด
- ไม่พาออกกำลังกายในช่วงบ่ายหรือเวลาที่อากาศร้อนจัด
- หาที่ร่มหรือที่หลบแดดมีอากาศถ่ายเทให้อยู่ในช่วงกลางวัน
- เมื่อไปไหนกับสุนัขไม่ให้เก็บไว้ในรถโดยเด็ดขาด หรือถ้าจำเป็นต้องจอดในที่ร่มมีอากาศถ่ายเทได้ เปิดกระจกออกให้มีอากาศระบายและมีน้ำดื่มไว้ให้ด้วย มีสุนัขจำนวนมากที่ตายโดยที่เจ้าของคิดว่าไปไม่นานและเป็นสาเหตุที่ใหญ่สุดที่เจอบ่อยที่สุด
- การให้อาหารในตอนเย็นต้องให้หลังจากแดดร่มแล้วหรือยืดเวลาออกไปให้หลังพระอาทิตย์ตก เนื่องจากสุนัขจะไม่กินอาหารหากอากาศร้อน
- อาบน้ำให้หรือราดน้ำให้ทั่วและเช็ดตัวให้หมาดๆ ปล่อยให้แห้งเองโดยไม่ต้องไดร์
- อาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ ปูให้นอนในช่วงกลางวัน แต่ต้องเอาออกในช่วงกลางคืนป้องกันปอดบวม
- ใช้พัดลมเป่าหรือให้อยู่ในห้องแอร์เลย
ไฮเปอร์เทอเมีย Hyperthermia หรือ ฮีทสโตรก Heat Stroke
คืออาการที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับความร้อนจากภายนอกมากขึ้น หรือเนื่องจากร่างกายเกิดความร้อนภายในมากขึ้น หรือเนื่องจากการระบายความร้อนออกจากร่างกายน้อยลง สาเหตุสำคัญก็คือ
- การที่อากาศภายนอกร้อนจัดเป็นเวลานาน
- เกิดจากให้สัตว์ออกกำลังกายมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อขณะมีความชื้นในอากาศสูง
- สัตว์อ้วนเกินไป
- สัตว์มีขนดก หนา และจำเป็นต้องอยู่ในที่ที่การระบายอากาศไม่ดีพอ เช่น การขนส่งสัตว์โดยทางเรือ
- เนื่องจาก Dehydration ซึ่งทำให้การระบายอากาศโดยการระเหยของน้ำในเนื้อเยื่อต่างๆ ลดลง
- การให้ยาสงบประสาท กับสัตว์ในขณะที่มีอากาศร้อน จะทำให้เกิด ไฮเปอร์เทอร์เมียได้ Metabolic rate จะสูงขึ้นประมาณ 40-50% Glycogen ที่เก็บสะสมไว้ในตับจะถูกนำมาใช้ไปอย่างรวดเร็ว และพลังงานพิเศษของร่างกายจะได้มาจากการเพิ่ม Protein metabolism สูงขึ้น เนื่องจาก Hyperthermia ทำให้สัตว์ปากแห้ง และการทำงานของระบบการหายใจผิดไป จึงทำให้เกิดการเบื่ออาหาร ซึ่งมีผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง และกล้ามเนื้อขาดพลัง เกิดภาวะ hypoglycemia และ non-protein nitrogen ในเลือดสูง
เมื่อเกิด Hyperthermia ถึงขั้นอันตรายสูงสุด จะมีผลคือระบบประสาทจะถึงขั้นอันตรายสูงสุด จะมีผลคือระบบประสาทจะถูกกดการทำหน้าที่ตามปกติของมัน และระบบการหายใจก็จะถูกกดเช่นเดียวกันอันเป็นผลทำให้สัตว์ตาย เนื่องจากกการล้มเหลวของระบบการหายใจ ระบบการไหลเวียนของเลือดก็จะล้มเหลวเช่นกัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนกำลำง ถ้าภาวะ Hyperthermia ไม่สูง และนานเกินไปก็จะมีผลกระทบกระเทือนต่อ metabolism ภายในร่างกายเท่านั้น และมักจะเกิด degenerative changes ของเนื้อเยื่อต่างๆ ด้วย
อาการที่สัตว์แสดงให้เห็น คือ
- ในระยะแรกๆ ก็คืออุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นกว่าปกติ อัตราการเต้นของหัวใจ และการหายใจจะเพิ่มขึ้น ชีพจรอ่อนลง ในระยะแรกจะมีเหงื่อออกมาก
- ระยะต่อไปจะไม่มีเหงื่อออกมาเลย น้ำลายไหล กระวนกระวายต่อมาก็จะเริ่มซึม เดินโซเซ ในระยะแรกสัตว์จะกระหายน้ำจัด และจะพยายามอยู่ในที่เย็น เช่นนอนแช่น้ำ ต่อมาเมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงถึง 106 F. จะถึงขั้นหายใจหอบ ต่อจากนั้นจะหายใจตื้นไม่เป็นจังหวะ ชีพจรเร็วมาก และอ่อน
- สุดท้ายถึงขั้น collapse ชัก และโคม่า ส่วนมากสัตว์ทุกชนิดตายเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 107-109 F. ส่วนสัตว์ท้องอาจจะแท้งได้ถ้าระยะเวลาที่เกิด Hyperthermia นาน
การวินิจฉัยโรค
ต้องแยกให้ออกระหว่าง Hyperthermia กับ อาการไข้ และโลหิตเป็นพิษ (Septicemia) สำหรับโลหิตเป็นพิษจะพบมีจุดเลือดออกที่ muscous membrane และบางครั้งพบที่ผิวหนังด้วย และในการเพาะเชื้ออาจจะพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนอกจากนี้การตรวจ และสังเกตสิ่งแวดล้อมมีส่วนช่วยอย่างมากในการหาสาเหตุของ Hyperthermiaการรักษา
ใช้วิธีประคบเย็น(cold applications) จะได้ผลดีนอกจากนี้การให้ยาพวกซาลิซีเอท (Salicyate) เช่น แอสไพริน ก็ช่วยได้มากในกรณีเช่นนี้ โดยให้กินสำหรับม้า และโคให้ในขนาด 8-60 กรัม สุกร 1-3 กรัม สุนัข 0.3-1 กรัม นอกจากนี้ควรให้ยาสยบประสาท (Tranqulizing drugs) เช่น Largactil (chlorpromazine hydrochloride) เพื่อระงับอาการกระวนกระวาย นอกจากนั้นควรให้ยาช่วยประกอบการรักษาด้วย เช่นการฉีดกลูโคส และโปรตีน และให้สัตว์ป่วยอยู่ในที่ร่ม มีการระบายอากาศดี มีน้ำให้กินเพียงพอ
ลำดับไอคิวสุนัข
ในความเฉลียวฉลาดหรือที่เรียกว่าไอคิวของสุนัขหรือนั้นกล่าวกันว่ามีสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กอายุกว่าสิบขวบเลยทีเดียว เชื่อกันว่าเค้าก็ฝันได้เหมือนคนเหมือนกัน ตอนนี้เค้าก็อาจกำลังฝันหวานถึงเราหรือฝันน้ำลายยืดว่ากำลังแทะกระดูกชิ้นโตอยู่ก็ได้นะ แล้วสังเกตุมั้ยว่าบางครั้งเค้าก็ยิ้มให้เรา
ความน่ารักและนิสัยของเค้านั้นก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่ได้มาจากปู่ย่าตาทวดที่สืบทอดกันมา บางสายพันธุ์ก็อาจสอนให้ทำอะไรได้หลายอย่างหรือยากง่ายแตกต่างกันไป ซึ่งก็เป็นความสามารถเฉพาะตัวกันไป อย่างเช่นเจ้าโกลเดนนี่แทบไม่ต้องสอนก็วิ่งไปเก็บของมาให้เราได้แล้ว บางตัวก็ดื้อแสนดื้อกันจังก็เพราะสัญชาติญาณสัตว์ป่าของเค้านั่นเอง
ดร.สแตนเลย์ โคเรนท์ แห่งมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้จัดอันดับไอคิวสุนัขตามความสามารถในการเรียนรู้จากการฝึก ส่วนพันธุ์ต่างๆนั้นมีหน้าตาอย่างไรก็ลองคลิ๊กไปดูจากลิ้งหมาพันธุ์ต่างๆซ้ายมือกันเอาเองนะ เจ้าโกลเดนหรือสุนัขของคุณจะอยู่อันดับไหนบ้าง ลองไปดูกันดีกว่า
1. บอเดอร์ คอลลี่
2. พุดเดิล
3. เยอรมัน เชฟเฟอร์ด
4. โกลเดน รีทรีฟเวอร์
5. โดเบอร์แมน
6. เชทแลนด์ ชีพด็อก
7. ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์
8. ปาปิยอง
9. ร็อตไวเลอร์
10. ออสเตรเลี่ยน แคทเทิลด็อก
11. เวลช์คอร์กี้
12. มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์
13. อิงลิช สปริงเกอร์ สแปเนียล
14. เบลเจียนเทอร์เชน
15. เบลเจียนชีพด็อก
16. คอลลี่ คีชอนด์
17. เยอรมัน ชอร์ทแฮร์ พอยเตอร์
18. อิงลิชค็อกเกอร์ สแปเนียล,
19. สแตนดาร์ด ชเนาเซอร์
20. บริตตานี สแปเนียล
21. คอกเกอร์ สแปเนียล
22. ไวมาราเนอร์
23. เบลเจียน มาลิโนส์,
24. เปอร์นีส เมาน์เทนด็อก
25. ปอมเมอเรเนียน
26. ไอรีสวอเตอร์ สแปเนียล
27. วิสซิลล่า
28. คอร์ดิแกน เวลช์ คอร์กี้
29. พูลิ
30. ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย
31. ไจแอนท์ ชเนาเซอร์
32. แอร์เดล
33. บอเดอร์ เทอร์เรีย
34. เวลช์ สปริงเกอร์ สแปเนียล
35. แมนเชสเตอร์ เทอร์เรีย
36. เวลช์ สปริงเกอร์ สแปเนียล
37. ฟิลด์ สแปเนียล,
38. นิวฟาวแลนด์,
39. ออสเตรเลียน เทอร์เรีย,
40. เบียร์เด็ด คอลลี่
41. ไอริส เซทเตอร์
42. นอร์วีเจียน เอลค์ฮาวด์
43. ซิลกี้ เทอร์เรีย,
44. มินิเอเจอร์ พินช์เชอร์
45. นอร์วิด เทอร์เรียล
46. ดัลเมเชียน
47. ฟ็อก เทอร์เรีย
48. ไอริช วูล์ฟฮาวด์
49. ออสเตรเลียน เชฟเฟอร์ด
50. ซาลูกิ,
51. ฟินนิช สปิทซ์,
52. พอยเตอร์
53. อเมริกัน วอเตอร์ สแปเนียล
54. ไซบีเรียน ฮัสกี้
55. อิงลิช ฟ็อกซ์ฮาวด์,
56. อเมริกัน ฟ็อกซ์ฮาวด์,
57. เกรย์ฮาวด์
58. สก็อตติช เดียฮาวด์
59. บ็อกเซอร์,
60. เกรทเดน
61. ดัชชุนต์
62. อลาสกัน มาลามูท
ความน่ารักและนิสัยของเค้านั้นก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่ได้มาจากปู่ย่าตาทวดที่สืบทอดกันมา บางสายพันธุ์ก็อาจสอนให้ทำอะไรได้หลายอย่างหรือยากง่ายแตกต่างกันไป ซึ่งก็เป็นความสามารถเฉพาะตัวกันไป อย่างเช่นเจ้าโกลเดนนี่แทบไม่ต้องสอนก็วิ่งไปเก็บของมาให้เราได้แล้ว บางตัวก็ดื้อแสนดื้อกันจังก็เพราะสัญชาติญาณสัตว์ป่าของเค้านั่นเอง
ดร.สแตนเลย์ โคเรนท์ แห่งมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้จัดอันดับไอคิวสุนัขตามความสามารถในการเรียนรู้จากการฝึก ส่วนพันธุ์ต่างๆนั้นมีหน้าตาอย่างไรก็ลองคลิ๊กไปดูจากลิ้งหมาพันธุ์ต่างๆซ้ายมือกันเอาเองนะ เจ้าโกลเดนหรือสุนัขของคุณจะอยู่อันดับไหนบ้าง ลองไปดูกันดีกว่า
1. บอเดอร์ คอลลี่
2. พุดเดิล
3. เยอรมัน เชฟเฟอร์ด
4. โกลเดน รีทรีฟเวอร์
5. โดเบอร์แมน
6. เชทแลนด์ ชีพด็อก
7. ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์
8. ปาปิยอง
9. ร็อตไวเลอร์
10. ออสเตรเลี่ยน แคทเทิลด็อก
11. เวลช์คอร์กี้
12. มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์
13. อิงลิช สปริงเกอร์ สแปเนียล
14. เบลเจียนเทอร์เชน
15. เบลเจียนชีพด็อก
16. คอลลี่ คีชอนด์
17. เยอรมัน ชอร์ทแฮร์ พอยเตอร์
18. อิงลิชค็อกเกอร์ สแปเนียล,
19. สแตนดาร์ด ชเนาเซอร์
20. บริตตานี สแปเนียล
21. คอกเกอร์ สแปเนียล
22. ไวมาราเนอร์
23. เบลเจียน มาลิโนส์,
24. เปอร์นีส เมาน์เทนด็อก
25. ปอมเมอเรเนียน
26. ไอรีสวอเตอร์ สแปเนียล
27. วิสซิลล่า
28. คอร์ดิแกน เวลช์ คอร์กี้
29. พูลิ
30. ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย
31. ไจแอนท์ ชเนาเซอร์
32. แอร์เดล
33. บอเดอร์ เทอร์เรีย
34. เวลช์ สปริงเกอร์ สแปเนียล
35. แมนเชสเตอร์ เทอร์เรีย
36. เวลช์ สปริงเกอร์ สแปเนียล
37. ฟิลด์ สแปเนียล,
38. นิวฟาวแลนด์,
39. ออสเตรเลียน เทอร์เรีย,
40. เบียร์เด็ด คอลลี่
41. ไอริส เซทเตอร์
42. นอร์วีเจียน เอลค์ฮาวด์
43. ซิลกี้ เทอร์เรีย,
44. มินิเอเจอร์ พินช์เชอร์
45. นอร์วิด เทอร์เรียล
46. ดัลเมเชียน
47. ฟ็อก เทอร์เรีย
48. ไอริช วูล์ฟฮาวด์
49. ออสเตรเลียน เชฟเฟอร์ด
50. ซาลูกิ,
51. ฟินนิช สปิทซ์,
52. พอยเตอร์
53. อเมริกัน วอเตอร์ สแปเนียล
54. ไซบีเรียน ฮัสกี้
55. อิงลิช ฟ็อกซ์ฮาวด์,
56. อเมริกัน ฟ็อกซ์ฮาวด์,
57. เกรย์ฮาวด์
58. สก็อตติช เดียฮาวด์
59. บ็อกเซอร์,
60. เกรทเดน
61. ดัชชุนต์
62. อลาสกัน มาลามูท
63. วิพเพท
64. โรดีเชียน ริดจ์แบ็ค
65. ไอริช เทอร์เรีย
66. บอสตัน เทอร์เรีย,
67. อากิตะ
68. สกาย เทอร์เรีย
69. นอร์โฟล์ค เทอร์เรีย
70. ปั๊ก
71. เฟรนช์บูลด็อก
72. มอลทีส เทอร์เรีย
73. อิตาเลียน เกรย์ฮาวด์
74. ไชนีส เครสเต็ด
75. เจแปนนีส ชิน
76. โอลด์ อิงลิช ชีพด็อก
77. เกรท พิเรนี
78. สก็อตติช เทอร์เรีย,
79. เซนต์เบอร์นาร์ด
80. บูล เทอร์เรีย
81. ชิวาว่า
82. ลาซา แอปโซ
83. มาสทิฟฟ์
84. ชิสุ
85. บาสเซท ฮาวด์
86. บีเกิ้ล
87. ปักกิ่ง
88. บลัดฮาวด์
89. บอร์ซอย
90. เชาเชา
91. บูลด็อก
92. บาเซนจิ
93. อาฟกัน ฮาวด์
ที่มา: http://www.mylovegolden.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=67338&Ntype=1
64. โรดีเชียน ริดจ์แบ็ค
65. ไอริช เทอร์เรีย
66. บอสตัน เทอร์เรีย,
67. อากิตะ
68. สกาย เทอร์เรีย
69. นอร์โฟล์ค เทอร์เรีย
70. ปั๊ก
71. เฟรนช์บูลด็อก
72. มอลทีส เทอร์เรีย
73. อิตาเลียน เกรย์ฮาวด์
74. ไชนีส เครสเต็ด
75. เจแปนนีส ชิน
76. โอลด์ อิงลิช ชีพด็อก
77. เกรท พิเรนี
78. สก็อตติช เทอร์เรีย,
79. เซนต์เบอร์นาร์ด
80. บูล เทอร์เรีย
81. ชิวาว่า
82. ลาซา แอปโซ
83. มาสทิฟฟ์
84. ชิสุ
85. บาสเซท ฮาวด์
86. บีเกิ้ล
87. ปักกิ่ง
88. บลัดฮาวด์
89. บอร์ซอย
90. เชาเชา
91. บูลด็อก
92. บาเซนจิ
93. อาฟกัน ฮาวด์
ที่มา: http://www.mylovegolden.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=67338&Ntype=1
2009-05-30
ฟันสุนัข
การตรวจช่องปากและฟันของสุนัข ฟันน้ำนม และ ฟันแท้
ฟันแท้ในสุนัขจะมี 42 ซี่ การงอกของฟันแต่ละซี่แต่ละชนิดจะปรากฎเมื่ออายุดังต่อไปนี้
จำนวนฟันแท้ 42 ซี่ แยกเป็นแต่ละชนิดดังนี้
ที่มา : ชมรมสร้างสรรค์สุนัขพันธุ์ไทย
ในตอนนี้จะกล่าวถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพของช่องปากและฟันสุนัขอย่างละเอียดว่า ทำเพื่ออะไร มีความสำคัญอย่างไร และควรทำเมื่ออายุเท่าไร รวมถึงการเจริญพัฒนาของฟันสุนัข การงอกของฟันสุนัข ฟันแท้ ฟันน้ำนม โครงสร้างของฟัน หลายท่านอาจมีความรู้บ้างแต่อาจจะเข้าในโดยไม่ถ่องแท้ก็เป็นได้ เราสามารถคำนวณอายุสุนัขจากการดูฟันน้ำนมและฟันแท้ของสุนัขได้อย่างคร่าวๆ และจะทราบถึงว่าเมื่อฟันแท้ขึ้นครบแล้วแต่ยังมีฟันน้ำนมหลงเหลืออยู่จำเป็นต้องถอนออกหรือไม่
การตรวจช่องปากและฟันสุนัข (เพื่ออะไร , ทำได้อย่างไรและเมื่ออายุเท่าไร)
การตรวจช่องปากสุนัขอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีความจำเป็นอย่างมากเนื่องจากจะสามารถบ่งบอกให้รู้ถึงสุขภาพโดยรวมของสุนัขว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาในช่องปากและฟัน แน่นอนย่อมเป็นการเสี่ยงอย่างมากขณะทำการตรวจต่อตัวของสัตวแพทย์เอง ผู้ช่วย หรือแม้แต่ตัวเจ้าของเอง เพราะบางครั้งอาจเสี่ยงต่อการโดนสุนัขกัด สุนัขบางตัวสัตวแพทย์อาจแนะนำให้มัดปากก่อนหรือใส่ปลอกรัดปาก หรือใส่ตระกร้อ หรือบางกรณีอาจจำเป็นต้องให้ยาซึมหรือยาสลบเพื่อป้องกันการกัดในขณะที่สัตวแพทย์ทำการตรวจ
การวางยาซึมหรือยาสลบสุนัขในปัจจุบันนี้สามารถกล่าวได้ว่ามีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เจ้าของสุนัขไม่ต้องกลัวหรือกังวล สัตวแพทย์จะใช้ดุลยพินิจของตัวเองร่วมกับการตัดสินใจของเจ้าของ การตรวจช่องปากโดยละเอียดถี่ถ้วนนี้จะทำให้ทราบถึงสภาวะการเจ็บป่วยของสุนัขโดยรวมๆ ว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาใดบ้างที่จำเป็นต้องป้องกันและแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของสุนัขก่อนที่จะเกิดปัญหาร้ายแรงตามมา
ในช่องปากสุนัขจะมีเยื่อเมือกปกคลุมในส่วนของเหงือก ริมฝีปากด้านใน และด้านในของกระพุ้งแก้ม เยื่อเมือกนี้จะบ่งบอกให้รู้ว่าสุนัขอยู่ในสภาพขาดน้ำหรือไม่ ถ้าเยื่อเมือกมีสีชมพูและชุ่มชื้นก็แสดงว่าสุนัขมีสุขภาพดี แต่ถ้าเยื่อแห้งก็จะบ่งบอกว่าขาดน้ำ สาเหตุอาจเกิดจากการเสียน้ำจากกรณีปัสสาวะมากเกินไป ท้องเสีย หรือท้องมานก็ได้ ถ้าเยื่อเมือกซีดก็จะบ่งบอกว่าสุนัขมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติหรือโลหิตจาง หรือสุนัขกำลังช็อค หรือถ้าเยื่อเมือกมีสีเหลืองก็จะบ่งบอกว่าเป็นดีซ่าน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรคให้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น ทำให้สัตวแพทย์วินิจฉัยได้ว่าสุนัขของท่านปกติหรือไม่ หรือน่าจะป่วยด้วยโรคหรือด้วยสาเหตุใดได้บ้าง เป็นแนวทางในการตรวจวินิจฉัยโรคเป็นลำดับๆ เพื่อหาทางรักษาสุนัขของท่านได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
เยื่อเมือกในช่องปากที่ผิดปกตินอกจากจะขาดความชุ่มชื้น ซีด เหลือง และยังอาจพบว่ามีลักษณะเป็นแผลหลุม ซึ่งสามารถพบได้กรณีของการมียูเรียในกระแสเลือดมากเกินไป เนื่องจากสภาพความผิดปกติจากการทำงานของไต หรือเยื่อเมือกมีจุดเลือดออกเนื่องจากขาดเกล็ดเลือด ทำให้มีเลือดออกตามหลอดเลือดขนาดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงบริเวณเยื่อเมือกของช่องปาก หรืออาจพบลักษณะตุ่มใสๆ ซึ่งอาจเกิดจากโรคทางระบบภูมิคุ้มกันของสุนัขก็ได้
การตรวจช่องปากสุนัขยังทำให้ทราบถึงสภาวะของโรคในช่องปากโดยเฉพาะ เช่น เหงือกอักเสบ สิ่งแปลกปลอมในปาก เนื้องอก ท่อของต่อมน้ำลายอุดตันหรือฉีกขาด หินปูน หินน้ำลาย ฝีที่ลุกลามจากรากฟันทำให้โพรงฟันอักเสบ ลิ้นอักเสบ ฟันน้ำนมที่ยังไม่หลุดเมื่อถึงอายุ 7 เดือน หรืออาจพบปัญหาฟันสึก ฟันแตก ฟันหักหรืออื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็วและการรักษาอย่างถูกต้อง
การตรวจช่องปากและฟันของสุนัขที่มีสุขภาพปกติควรตรวจเมื่อสุนัขมีอายุได้ดังนี้
การตรวจช่องปากและฟันของสุนัขที่มีสุขภาพปกติควรตรวจเมื่อสุนัขมีอายุได้ดังนี้
อายุ
- ลูกสุนัข - 2 เดือน ควรตรวจดูว่าสบของฟันมีความผิดปกติหรือไม่ ฟันน้ำนมครบทุกซี่หรือไม่หรือมีการงอกของฟันผิดปกติหรือไม่
- 4-5 เดือน ควรตรวจดูว่าเริ่มมีการหลุดของฟันน้ำนม และมีการแทนที่ของฟันแท้หรือยัง การสบของฟันดีหรือไม่
- 6-7 เดือน ควรตรวจดูว่าฟันน้ำนมหลุดหรือยัง การงอกของฟันแท้มีทิศทางและตำแหน่งถูกต้องหรือไม่ ฟันขึ้นครบหรือไม่ มีฟันเกินฟันซ้อนหรือไม่
- 8 เดือนขึ้นไป ควรตรวจดูว่ามีหินปูน หินน้ำลาย ฟันแตก ฟันหัก ฟันบิ่น รากฟันอักเสบ รากฟันเป็นฝี โพรงฟันเป็นฝี หรือการอักเสบของขากรรไกร
การงอกของฟันน้ำนม ฟันแท้ และการเจริญพัฒนาของฟัน
ฟันของสุนัขมี 2 ชุด คือ ฟันน้ำนมและฟันแท้ ซึ่งฟันและซี่จะมีส่วนที่พ้นเหงือกออกมา ( Crown ) และส่วนที่ฝังอยู่ใต้เหงือกในขากรรไกร เรียกว่า รากฟัน ( Root ) โดยแสดงรายละเอียดดังนี้
- ส่วนของรากฟันที่พ้นเหงือก ( Crown ) คือ ส่วนที่เรามองเห็นได้ ปกติจะมีสีขาว
- เคลือบฟัน ( enamel ) คือ ส่วนที่ปกคลุมส่วนของฟันที่พ้นเหงือกออกมาลักษณะแข็ง ผิวเรียบ เป็นมัน
- คอฟัน ( neck ) คือ ส่วนสั้นๆ แคบๆ ของฟันที่โผล่พ้นเหงือก ( Crown ) ที่อยู่ชิดติดกับเหงือก
- เนื้อฟัน ( dentin ) คือ ส่วนประกอบหลักที่เป็นฟัน มีความแข็งแรงคล้ายกระดูก ส่วนที่โผล่เหงือกออกมา ( Crown ) จะถูกปคลุมด้วยเคลือบฟัน ( enamel )
- รากฟัน ( root of tooth ) คือ ส่วนของฟันที่ฝังอยู่อยู่ในส่วนของเหงือก
- โพรงฟัน ( pulp ) เป็นที่อยู่ของเนื้อเยื่ออ่อนของฟัน ซึ่งจะมีเฉพาะเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึก ร้อน เย็น แรงกด และในโพรงฟันจะมีเส้นเลือดมาเลี้ยงตลอดความยาวของคลองรากฟัน( root canal )
ฟันน้ำนมนี้จะคงอยู่ จนกระทั่งขนาดของขากรรไกรมีขนาดเพียงพอที่จะรองรับให้ฟันแท้งอกขึ้นมา ฟันแท้จะขึ้นครบทุกซี่เมื่ออายุได้ 6-7 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของพันธุ์สุนัขว่าเป็นสุนัขพันธุ์เล็กหรือพันธุ์ใหญ่
ฟันน้ำนม
ฟันน้ำนมปกติจะพบได้เฉพาะในลูกสุนัขเท่านั้น ถ้าลูกสุนัขอายุเกิน 6-7 เดือนไปแล้วยังมีฟันน้ำนมหลงเหลืออยู่ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างรุนแรง จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการถอนอย่างถูกวิธี
ฟันน้ำนมนี้จะถูกแทนที่ด้วยฟันแท้ โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 2-3 เดือนในลักษณะของตุ่มหรือหน่อของฟันแท้ใต้เหงือก ในขณะเดียวกันกับที่รากฟันน้ำนมถูกทำลายและการดูดซึมด้วยกลไกของร่างกายสุนัข
ลูกสุนัขที่คลอดใหม่จะไม่มีฟัน ฟันน้ำนมในลูกสุนัขจะเริ่มงอกเมื่ออายุได้ 2-4 สัปดาห์ โดยฟันเขี้ยว (Canine tooth ) จะโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาก่อน และจะขึ้นครบทุกซี่เมื่ออายุได้ประมาณ 8 สัปดาห์
ฟันน้ำนมจะมี 28 ซี่ ดังนี้
ฟันน้ำนมจะมีการพัฒนาที่ดีมากมีความยาวของรากฟันสัมพันธ์กับส่วนของฟันที่พ้นเหงือก( Crown ) กล่าวคือถ้าส่วนของฟันที่พ้นเหงือก ( Crown ) ยาว รากฟันซี่นั้นก็จะยาวด้วย ฟันน้ำนมของสุนัขจะคงอยู่ในปากสุนัขจนกระทั่งถึงเวลาที่ขากรรไกรมีขนาดเพียงพอที่จะทำให้ฟันแท้โผล่งอกพ้นเหงือกขึ้นมาได้ รากของฟันน้ำนมจะเริ่มถูกทำลายและดูดซึมอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ฟันน้ำนมมีการงอกขึ้นอย่างสมบูรณ์ และจะถูกแทนที่ด้วยฟันแท้ในตำแหน่งเดียวกัน เพราะเหตุว่าตำแหน่งของฟันน้ำนมจะเป็นที่อยู่ของฟันแท้นี่เอง จึงมีความสำคัญมากต่อการงอกของฟันแท้ ดังนั้นเมื่อลูกสุนัขอายุได้ 8 สัปดาห์ (2 เดือน) ควรได้รับการตรวจฟันว่าการสบของฟันมีปัญหาหรือไม่ หรือมีความผิดปกติแต่กำเนิดของทิศทางการงอกของฟันหรือตำแหน่งของฟันหรือไม่ ในกรณีเกิดมีปัญหาต่อฟันน้ำนมของสุนัข เช่น การชอกช้ำจากการกระทบกระแทกหรือการขึ้นผิดตำแหน่งหรือมีการติดเชื้อในฟันน้ำนมซี่ไหนก็ตาม ถ้ามีการพิจารณาแก้ไขโดยการถอนทิ้ง ควรกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องไม่กระทบกระเทือนหรือมีผลเสียต่อหน่อหรือตุ่มของฟันแท้ที่อยู่ใต้เหงือก เพราะจะมีผลต่อการงอกการเจริญพัฒนาของฟันแท้ อาจทำให้ผิดตำแหน่ง ทิศทาง ผิดรูปร่างของฟันแท้ได้
ฟันน้ำนมจะมี 28 ซี่ ดังนี้
| ชนิดของฟัน | จำนวนคู่ | จำนวนซี่ |
| ฟันตัด ( Incisor : I ) | ฟันบน | 3 คู่ |
| ฟันล่าง | 3 คู่ | |
| รวม | 12 ซี่ | |
| ฟันเขี้ยว ( Canine : C ) | ฟันบน | 1 คู่ |
| ฟันล่าง | 1 คู่ | |
| รวม | 4 ซี่ | |
| ฟันกรามน้อยหรือฟันก่อนฟันกราม ( Premolars : PM ) | ฟันบน | 3 คู่ |
| ฟันล่าง | 3 คู่ | |
| รวม | 12 ซี่ | |
| รวมทั้งหมด | 28 ซี่ |
ฟันน้ำนมจะมีการพัฒนาที่ดีมากมีความยาวของรากฟันสัมพันธ์กับส่วนของฟันที่พ้นเหงือก( Crown ) กล่าวคือถ้าส่วนของฟันที่พ้นเหงือก ( Crown ) ยาว รากฟันซี่นั้นก็จะยาวด้วย ฟันน้ำนมของสุนัขจะคงอยู่ในปากสุนัขจนกระทั่งถึงเวลาที่ขากรรไกรมีขนาดเพียงพอที่จะทำให้ฟันแท้โผล่งอกพ้นเหงือกขึ้นมาได้ รากของฟันน้ำนมจะเริ่มถูกทำลายและดูดซึมอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ฟันน้ำนมมีการงอกขึ้นอย่างสมบูรณ์ และจะถูกแทนที่ด้วยฟันแท้ในตำแหน่งเดียวกัน เพราะเหตุว่าตำแหน่งของฟันน้ำนมจะเป็นที่อยู่ของฟันแท้นี่เอง จึงมีความสำคัญมากต่อการงอกของฟันแท้ ดังนั้นเมื่อลูกสุนัขอายุได้ 8 สัปดาห์ (2 เดือน) ควรได้รับการตรวจฟันว่าการสบของฟันมีปัญหาหรือไม่ หรือมีความผิดปกติแต่กำเนิดของทิศทางการงอกของฟันหรือตำแหน่งของฟันหรือไม่ ในกรณีเกิดมีปัญหาต่อฟันน้ำนมของสุนัข เช่น การชอกช้ำจากการกระทบกระแทกหรือการขึ้นผิดตำแหน่งหรือมีการติดเชื้อในฟันน้ำนมซี่ไหนก็ตาม ถ้ามีการพิจารณาแก้ไขโดยการถอนทิ้ง ควรกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องไม่กระทบกระเทือนหรือมีผลเสียต่อหน่อหรือตุ่มของฟันแท้ที่อยู่ใต้เหงือก เพราะจะมีผลต่อการงอกการเจริญพัฒนาของฟันแท้ อาจทำให้ผิดตำแหน่ง ทิศทาง ผิดรูปร่างของฟันแท้ได้
ฟันแท้
ฟันแท้ในสุนัขจะมี 42 ซี่ การงอกของฟันแต่ละซี่แต่ละชนิดจะปรากฎเมื่ออายุดังต่อไปนี้
| ชนิดของฟัน | อายุ |
| ฟันตัด ( Incisor : I ) | 2 – 5 เดือน |
| ฟันเขี้ยว ( Canine : C ) | 5 – 6 เดือน |
| ฟันกรามน้อยหรือฟันก่อนฟันกราม ( Premolars : PM ) | 4 – 6 เดือน |
| ฟันกราม ( Molar : M ) | 5 – 7 เดือน |
จำนวนฟันแท้ 42 ซี่ แยกเป็นแต่ละชนิดดังนี้
| ชนิดของฟัน | จำนวนคู่ | จำนวนซี่ |
| ฟันตัด ( Incisor : I ) | ฟันบน | 3 คู่ |
| ฟันล่าง | 3 คู่ | |
| รวม | 12 ซี่ | |
| ฟันเขี้ยว ( Canine : C ) | ฟันบน | 1 คู่ |
| ฟันล่าง | 1 คู่ | |
| รวม | 4 ซี่ | |
| ฟันกรามน้อยหรือฟันก่อนฟันกราม ( Premolars : PM ) | ฟันบน | 4 คู่ |
| ฟันล่าง | 4 คู่ | |
| รวม | 16 ซี่ | |
| ฟันกราม ( Molars : M ) | ฟันบน | 2 คู่ |
| ฟันล่าง | 3 คู่ | |
| รวม | 10 ซี่ | |
| รวมทั้งหมด | 42 ซี่ |
ที่มา : ชมรมสร้างสรรค์สุนัขพันธุ์ไทย
2009-05-24
การเลี้ยงสุนัขเพื่อเสริมฮวงจุ้ย
ปัจจุบันตรงกับปี 2548 ปีระกา หรือเป็นยุค 8 ตามหลักฮวงจุ้ยดาว 9 ยุค ถ้าพิจารณาจากโป๊ยข่วย หรือ ยันต์ 8 ทิศ บนจานหล่อแก หรือ เข็มทิศทางฮวงจุ้ย จะพบว่า เลข 8 ตรงกับทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มตั้งแต่ 22.5 ํ - 67.5 ํ และสัญญลักษณ์ทางฮวงจุ้ยที่ใช้แทนทิศทางนี้คือ สุนัข ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักประจำยุค 8 นี้นั่นเอง
เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า สมัยนี้เกือบทุกอาคารบ้านเรือนหันมาสนใจในการเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนเล่นในบ้านกันมากขึ้น ผิดจากสมัยก่อนที่มนุษย์มักจะเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้านเท่านั้น ความนิยมในการเลี้ยงสุนัขจะเห็นได้จากจำนวนคลีนิคสัตวแพทย์ และสถานรับเลี้ยงสุนัข หรือโรงแรมสุนัขชั้นดีผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ในยุค 8 (พ.ศ. 2547 - 2566) นี้ สัตว์เลี้ยงยอดนิยมจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจาก เจ้าตูบผู้แสนน่ารัก ของท่าน
บทบาทของสุนัขในทางฮวงจุ้ย
บทสรุป
เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า สมัยนี้เกือบทุกอาคารบ้านเรือนหันมาสนใจในการเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนเล่นในบ้านกันมากขึ้น ผิดจากสมัยก่อนที่มนุษย์มักจะเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้านเท่านั้น ความนิยมในการเลี้ยงสุนัขจะเห็นได้จากจำนวนคลีนิคสัตวแพทย์ และสถานรับเลี้ยงสุนัข หรือโรงแรมสุนัขชั้นดีผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ในยุค 8 (พ.ศ. 2547 - 2566) นี้ สัตว์เลี้ยงยอดนิยมจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจาก เจ้าตูบผู้แสนน่ารัก ของท่าน
บทบาทของสุนัขในทางฮวงจุ้ย
ในหลักการทางฮวงจุ้ย คือว่า " สุนัข " คือ บุตร บริวาร หรือ ความซื่อสัตย์ของเรานั่นเอง แม้ว่าสุนัขจะเป็นสัตว์ 1 ใน 12 นักสัตว์ก็ตาม ในช่วงปัจจุบันนี้ซึ่งเพิ่งเข้าสู่ยุคที่ 8 เป็นปีที่ 2 สามารถกล่าวได้ว่า สุนัขย่อมเป็นสัตว์ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อมวลมนุษย์อีกเป็นเวลาถึง 19 ปี (เนื่องจาก 1 ยุคมี 20 ปี) และสามารถท้าพนันได้เลยว่า ถ้านับสถิติกันจริงๆ ปัจจุบันสุนัขจะมีจำนวนมากที่สุดในโลก เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น
หลักการเลี้ยงสุนัขเพื่อเสริมฮวงจุ้ย
ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ถ้าท่านจะนำสุนัขมาเลี้ยงในบ้านสัก 1 ตัว เพียงแต่ท่านทราบ วัน เดือน ปีเกิด ของสุนัข และสามารถหาสุนัขที่มีธาตุที่สัมพันธ์และให้คุณกับท่านได้ สุนัขตัวเล็กๆเพียงตัวเดียวก็อาจจะช่วยให้เจ้าของเกิดความสุข และช่วยเสริมบารมีของเจ้าของในเรื่องต่างๆได้ เช่น ตำแหน่งหน้าที่การงาน เงินทอง โชคลาภ เป็นต้น
นอกจากนี้การกำหนดทิศทางและตำแหน่งในการวางกรงของสุนัขจะช่วยเสริมบารมีให้เจ้าของในเรื่องต่างๆกัน เช่น ถ้าท่านวางกรงสุนัขทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาว บุตรหลานเชื่อฟังพ่อแม่ และอยู่ในโอวาท บริวารจงรักภักดี เป็นต้น แต่ถ้าท่านวางกรงสุนัขไปทางทิศใต้ จะเปรียบเสมือนเป็นลูกสาวคนเล็ก มีความซื่อสัตย์ ขี้อ้อน และรักเจ้าของ เป็นต้น
นอกจากนี้การกำหนดทิศทางและตำแหน่งในการวางกรงของสุนัขจะช่วยเสริมบารมีให้เจ้าของในเรื่องต่างๆกัน เช่น ถ้าท่านวางกรงสุนัขทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาว บุตรหลานเชื่อฟังพ่อแม่ และอยู่ในโอวาท บริวารจงรักภักดี เป็นต้น แต่ถ้าท่านวางกรงสุนัขไปทางทิศใต้ จะเปรียบเสมือนเป็นลูกสาวคนเล็ก มีความซื่อสัตย์ ขี้อ้อน และรักเจ้าของ เป็นต้น
สุนัขกับธาตุทั้ง 5
สุนัข ก็คล้ายมนุษย์ตรงที่มีการวิเคราะห์ ธาตุทั้ง 5 ในแต่ละตัว ถ้าสุนัขที่ท่านเลี้ยงมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ก็ช่วยส่งผลดีต่อเจ้าของไปด้วย และถ้าสุนัขที่ท่านเลี้ยงเป็นโรคประจำตัวต่างๆ ก็แสดงว่าสุนัขของท่านขาดธาตุใดธาตุหนึ่งใน 5 ธาตุ ดังนี้
อย่างไรก็ดี การหาตำแหน่งการจัดวางกรงสุนัขดังกล่าวข้างต้น หากไม่สามารถหาพื้นที่ในการวางกรงในตำแหน่งนั้นๆได้ ก็สามารถแก้เคล็ดด้วยการหาภาพถ่ายของสุนัขตัวโปรดของคุณไปวาง ณ ตำแหน่งนั้นๆ แทน ก็จะช่วยแก้ไขได้เช่นกัน
| ลำดับที่ | โรคที่เกิดกับสุนัข | ขาดธาตุสำคัญ | แก้ไขโดยการวางกรงหรือจัดที่อยู่ให้ใหม่ตามทิศทางที่ถูกต้อง |
| 1. | โรคตับหรือโรคปอด | ธาตุไม้ | ทิศตะวันออก หรือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ |
| 2. | ท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคลำไส้ โรคกระเพาะ | ธาตุดิน | ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ |
| 3. | โรคกระดูก | ธาตุทอง | ทิศตะวันตก |
| 4. | โรคเลือด | ธาตุน้ำ | ทิศเหนือ |
| 5. | โรคหัวใจ หรือ โรคความดันโลหิต | ธาตุไฟ | ทิศใต้ |
อย่างไรก็ดี การหาตำแหน่งการจัดวางกรงสุนัขดังกล่าวข้างต้น หากไม่สามารถหาพื้นที่ในการวางกรงในตำแหน่งนั้นๆได้ ก็สามารถแก้เคล็ดด้วยการหาภาพถ่ายของสุนัขตัวโปรดของคุณไปวาง ณ ตำแหน่งนั้นๆ แทน ก็จะช่วยแก้ไขได้เช่นกัน
บทสรุป
ท่านเชื่อหรือยังว่า แม้แต่การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแสนรักสัก 1 ตัว ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกับทิศทางของฮวงจุ้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากเราไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องราวดังกล่าวมากมายนัก การเลี้ยงสุนัขสักตัวก็เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาเหลือเกิน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรารักที่จะเลี้ยงสุนัขเพื่อให้เป็นเพื่อนแท้ในครอบครัวสักตัว หรือเป็นสมาชิกที่มีความสำคัญต่อเรา เปรียบเสมือนเป็น 1 ในสมาชิกครอบครัวของเราแล้ว การเลี้ยงสุนัขให้ดีและสอดคล้องกับทิศทางฮวงจุ้ย ก็จะส่งผลกระทบในเชิงบวกให้แก่คุณและครอบครัวได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
นอกเหนือไปจากหลักการกว้างๆที่เกริ่นให้ท่านผู้อ่านที่รักทราบไปบ้างแล้ว ก็พอมีเกล็ดความรู้น่าสนใจบางประการ กล่าวคือ บางท่านบอกว่าต้องการเลี้ยงสุนัขให้เฝ้าบ้าน กันขโมย แต่สุนัขเจ้ากรรมกลับเรียบร้อยเหลือเกิน เห่าไม่เป็น เรื่องนี้แก้ไขไม่ยาก ท่านต้องนำสุนัขตัวนั้นไปเลี้ยงไว้ที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงองศาที่ 112.5 ํ - 122.5 ํ สุนัขตัวนั้นก็จะมีนิสัยดุขึ้นมาทันที
สุดท้ายสำหรับแฟนฮวงจุ้ยที่รัก ถ้าหากเกิดกรณีสุนัขตัวโปรดของท่านตาย หรือเสียชีวิตลง บางท่านต้องการหาที่ฝังศพไว้ภายในบ้าน และต้องการกำหนดที่ฝังเพื่อให้สุนัขตัวโปรดนอนหลับสนิทไปอย่างสงบ ก็สามารถทำได้ แต่ขออนุญาตไม่อธิบายในรายละเอียดในคอลัมน์นี้ เพราะอาจจะดู over ไปสำหรับผู้ที่ไม่ชอบสุนัข ดังนั้น หากแฟนคอลัมน์ท่านใดต้องการเคล็ดลับตรงจุดนี้ ก็ขออนุญาตให้ปรึกษาเป็นรายบุคคลก็แล้วกัน
ที่มา : http://www.fpo.go.th/S-I/Source/ELW/ELW44.htm
นอกเหนือไปจากหลักการกว้างๆที่เกริ่นให้ท่านผู้อ่านที่รักทราบไปบ้างแล้ว ก็พอมีเกล็ดความรู้น่าสนใจบางประการ กล่าวคือ บางท่านบอกว่าต้องการเลี้ยงสุนัขให้เฝ้าบ้าน กันขโมย แต่สุนัขเจ้ากรรมกลับเรียบร้อยเหลือเกิน เห่าไม่เป็น เรื่องนี้แก้ไขไม่ยาก ท่านต้องนำสุนัขตัวนั้นไปเลี้ยงไว้ที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงองศาที่ 112.5 ํ - 122.5 ํ สุนัขตัวนั้นก็จะมีนิสัยดุขึ้นมาทันที
สุดท้ายสำหรับแฟนฮวงจุ้ยที่รัก ถ้าหากเกิดกรณีสุนัขตัวโปรดของท่านตาย หรือเสียชีวิตลง บางท่านต้องการหาที่ฝังศพไว้ภายในบ้าน และต้องการกำหนดที่ฝังเพื่อให้สุนัขตัวโปรดนอนหลับสนิทไปอย่างสงบ ก็สามารถทำได้ แต่ขออนุญาตไม่อธิบายในรายละเอียดในคอลัมน์นี้ เพราะอาจจะดู over ไปสำหรับผู้ที่ไม่ชอบสุนัข ดังนั้น หากแฟนคอลัมน์ท่านใดต้องการเคล็ดลับตรงจุดนี้ ก็ขออนุญาตให้ปรึกษาเป็นรายบุคคลก็แล้วกัน
ที่มา : http://www.fpo.go.th/S-I/Source/ELW/ELW44.htm
2009-05-23
วิธีการแสดงว่าเราเหนือกว่า
ให้เราบีบปากสุนัขด้วยมือย่างระมัดระวังแล้วปล่อยมือ ก็เป็นอีกวิธีในการแสดงความเหนือกว่าของคุณต่อสุนัข และเป็นการเสริมความน่าเกรงขามให้กับตำแหน่งหัวหน้าฝูงให้คุณได้ดี ทุกคนในครอบครัวควรเข้าใจตรงกันว่า สุนัขอยู่ในสถานะที่เป็นน้องเล็กที่สุดของบ้าน ไม่ใช่เจ้านายและควรปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สุนัขของคุณแสดงความเหิมเกริมและอยากเป็นใหญ่ ไม่ควรให้อนุญาตให้สุนัขขึ้นมานั่งบน โซฟาหรือนอนบนเตียงโดยที่คุณไม่ได้อนุญาตอย่างเด็ดขาด
ส่วนการที่เค้าเห็นขาใครต่อใครในครอบครัวคุณ เป็น “สุนัขตัวเมีย” ก็เกิดขึ้นได้บ่อย แต่ไม่ได้แสดงว่าสุนัขของคุณ เค้ามีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดๆหรอก แต่สำหรับเขามันคือการแสดงความ “มีอำนาจเหนือกว่า”ต่างหาก แม้แต่สุนัขตัวเมีย ก็ตามหากทำอย่างนี้จะถือว่าเป็นการกระทำที่แสดงออกต่อสุนัขตัวที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ดังนั้นคุณอย่าไปปล่อยให้พฤติกรรม แบบนี้เกิดขึ้นกับเค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสุนัขแสดงพฤติกรรมแบบนี้กับลูกๆของคุณ ให้พูดกับเค้าเสียงแข็งๆว่า “ไม่!” แต่หากยังเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นอีก ก็ให้แสดงความเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าฝูงของเค้าด้วยการจับเค้านอนตะแคง แล้วกดคอเค้าไว้ด้วยมืออย่างที่กล่าวมาข้างต้น
คุณควรจะเริ่มวิธีการนี้เสียตั้งแต่แรกๆ สามารถเริ่มได้ทันทีที่เค้าเข้ามาอยู่ในบ้านคุณใหม่ๆ และเริ่มคุ้นเคยแล้ว เพื่อที่ลูกสุนัขเล็กๆที่น่ารักของคุณได้เติบโตขึ้นมา เป็นสุนัขที่มีเสน่ห์และนิสัยดีในอนาคตและแน่นอนว่าการแก้ไขความประพฤติที่ไม่ถูกต้องที่เค้าทำจนเคยชินแล้ว จะยากกว่าการสอนเค้าตั้งแต่ต้น เป็นไหนๆ สุนัขตัวที่ไม่ได้รับการสอนจากคุณมาตั้งแต่ต้นนั้นจะเป็นปัญหาแน่เมื่อเค้าอายุได้สักปีหรือสองปี ท้ายที่สุด พวกเค้าจะต้องลงเอยในสถานสงเคราะห์สัตว์หรือที่แย่กว่านั้น อาจต้องโดนกำจัดทิ้ง ถ้าเขากลายมาเป็นสุนัขที่จ้องจะ เข้าคุกคามและเป็นอันตรายต่อคน อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากคุณได้เริ่มฝึกฝนเค้าอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เค้ายังเล็กๆ
วิธีแบบโบราณที่จะให้สุนัขเชื่อฟังก็คือการเฆี่ยนตี แต่โชคดีที่การทารุณสัตว์แบบนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว คุณทราบไหมว่า สุนัขที่ถูกตีนั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์และจะสามารถกัดหรือทำร้ายคนได้เมื่อเค้ารู้สึกกลัว พวกเค้าจะไม่มีความมั่นใจในมนุษย์ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรกระทำต่อสุนัขของคุณนั้นก็คือการให้ความสนใจเค้า ชมเชยเค้า และรักเค้าอยู่เสมอ
อย่าลืมว่าไม่เพียงสุนัขเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ ตัวคุณเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกันว่าคุณควรต้องทำอะไร เพื่อให้สุนัขเข้าใจว่า เขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงเป็นการเหมาะสม
ส่วนการที่เค้าเห็นขาใครต่อใครในครอบครัวคุณ เป็น “สุนัขตัวเมีย” ก็เกิดขึ้นได้บ่อย แต่ไม่ได้แสดงว่าสุนัขของคุณ เค้ามีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดๆหรอก แต่สำหรับเขามันคือการแสดงความ “มีอำนาจเหนือกว่า”ต่างหาก แม้แต่สุนัขตัวเมีย ก็ตามหากทำอย่างนี้จะถือว่าเป็นการกระทำที่แสดงออกต่อสุนัขตัวที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ดังนั้นคุณอย่าไปปล่อยให้พฤติกรรม แบบนี้เกิดขึ้นกับเค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสุนัขแสดงพฤติกรรมแบบนี้กับลูกๆของคุณ ให้พูดกับเค้าเสียงแข็งๆว่า “ไม่!” แต่หากยังเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นอีก ก็ให้แสดงความเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าฝูงของเค้าด้วยการจับเค้านอนตะแคง แล้วกดคอเค้าไว้ด้วยมืออย่างที่กล่าวมาข้างต้น
คุณควรจะเริ่มวิธีการนี้เสียตั้งแต่แรกๆ สามารถเริ่มได้ทันทีที่เค้าเข้ามาอยู่ในบ้านคุณใหม่ๆ และเริ่มคุ้นเคยแล้ว เพื่อที่ลูกสุนัขเล็กๆที่น่ารักของคุณได้เติบโตขึ้นมา เป็นสุนัขที่มีเสน่ห์และนิสัยดีในอนาคตและแน่นอนว่าการแก้ไขความประพฤติที่ไม่ถูกต้องที่เค้าทำจนเคยชินแล้ว จะยากกว่าการสอนเค้าตั้งแต่ต้น เป็นไหนๆ สุนัขตัวที่ไม่ได้รับการสอนจากคุณมาตั้งแต่ต้นนั้นจะเป็นปัญหาแน่เมื่อเค้าอายุได้สักปีหรือสองปี ท้ายที่สุด พวกเค้าจะต้องลงเอยในสถานสงเคราะห์สัตว์หรือที่แย่กว่านั้น อาจต้องโดนกำจัดทิ้ง ถ้าเขากลายมาเป็นสุนัขที่จ้องจะ เข้าคุกคามและเป็นอันตรายต่อคน อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากคุณได้เริ่มฝึกฝนเค้าอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เค้ายังเล็กๆ
วิธีแบบโบราณที่จะให้สุนัขเชื่อฟังก็คือการเฆี่ยนตี แต่โชคดีที่การทารุณสัตว์แบบนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว คุณทราบไหมว่า สุนัขที่ถูกตีนั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์และจะสามารถกัดหรือทำร้ายคนได้เมื่อเค้ารู้สึกกลัว พวกเค้าจะไม่มีความมั่นใจในมนุษย์ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรกระทำต่อสุนัขของคุณนั้นก็คือการให้ความสนใจเค้า ชมเชยเค้า และรักเค้าอยู่เสมอ
อย่าลืมว่าไม่เพียงสุนัขเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ ตัวคุณเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกันว่าคุณควรต้องทำอะไร เพื่อให้สุนัขเข้าใจว่า เขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงเป็นการเหมาะสม
อ่านใจสุนัข
การอ่านใจสุึนัขจากลักษณะที่เห็น
สุนัขชวนเล่น: การเล่นของสุนัขนั้นจะเกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน เมื่อมีอารมณ์เบิกบาน ลักษณะการชวนเล่น คือ หมอบส่วนหน้าและเหยียดขาคู่หน้าออกไป โดยขาคู่หลังยังยืนอยู่ คล้ายๆ คนเราหมอบแต่ก้นโด่งนั่นแหละ พร้อมกันนี้ก็จะแกว่งหางไปมา จากนั้นจึงกลิ้งตัวทางด้านข้าง ซ้าย ขวาสุดแท้แต่ใจหรือเอียงคอเอาหน้าแนบพื้น สายตาจะจับจ้องมองมายังผู้ที่เขาเชิญชวน ปากอ้าเล็กน้อย บางครั้งก็จะทำท่าแบบนี้แต่เขยิบเข้า และถอยออกจากผู้ที่เขาสนใจ ถ้าท่านเห็นแบบนี้แสดงว่าสุนัขเห็นท่านเป็นเพื่อนเล่น ยอมไว้ใจแล้ว
สุนัขหงอ: จากท่าสุนัขชวนเล่นที่กล่าวไปแล้ว หากสุนัขย่อขาคู่หลังเตี้ยลงเรี่ยพื้น ใบหูหลุบไปข้างหลัง หุบปากสนิท หางตกหยุดแกว่ง อาจส่งเสียงครางหงิงๆ หยุดนิ่งกับที่และอาจนอนตะแคงลงต่อไป เห็นท่านี้หมายความว่าเขา "หงอ" ยอมจำนน
สุนัขขี้แพ้: ขี้กลัว ท่านคงเคยสังเกตเห็นสุนัขที่นอนหงาย หางจุกระหว่างขา (จุกตูด) ยกคอขึ้นแต่หน้าคุ้มลง หูยกขึ้นเล็กน้อย ขาคู่หน้างอเข้าเล็กน้อย นี่เป็นท่าแสดงการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะกับสุนัขด้วยกัน หรือคนก็ตาม ซึ่งบางตัวก็กลัวจัดชนิดขี้ขึ้นสมอง อาจฉี่เรี่ย ฉี่ราด ขี้แตก ออกมาด้วย
สุนัขกร้าวเพราะกลัว สุนัขแยกเขี้ยว: มิใช่ว่าจะดุหรือเข้ามาทำร้ายเสมอไป มีสุนัขบางอยู่ประเภทหนึ่งที่แสดงอาการกลัวออกมาโดยใช้ท่าทีก้าวร้าว คือ ย่อตัวเล็กน้อย ลำตัวเกร็ง ขนหลังตั้งชัน หางเหยียดตรงหยุดนิ่ง หูหลุบไปข้างหลัง อ้าปากจนเห็นฟัน คอก้มเสมอลำตัวมองพุ่งตรงไปข้างหน้า เห็นอย่างนี้อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว สักพักเขาจะค่อยๆ เลี่ยงหลบไปเอง
หมาเจ้าพ่อ: เป็นสุนัขเจ้าถิ่น สุนัขหัวโจก คุมฝูงในพื้นที่หรือมีความหวงถิ่นฐานบ้านช่อง จึงแสดงท่าทางออกมาเพื่อสื่อให้ผู้พบเห็นรู้ว่า "ข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ สมบัติและลูกน้องเหล่านี้ ห้ามแตะต้อง" ลักษณะท่าทางคือ หางยกตั้งสูง หูตั้ง คอตั้ง อ้าปากแสยะเขี้ยว มองพุ่งตรงมายังผู้ที่เขาจะสื่อด้วยพร้อมกับเดินย่างสามขุม สี่ขุม เข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว เพื่อกัดต่อไป เห็นอย่างนี้เตรียมทางหนีทีไล่
เสียงเห่าของสุนัข...บอกเราว่าอะไร
คนที่เลี้ยงสุนัขคงอยากให้ สุนัขตัวเองพูดภาษาคนได้เพราะจะได้รู้ว่าสุนัขที่เราเลี้ยงอยู่ต้องการอะไร...
ชอบอะไร คิดอะไรแทนที่จะสังเกตุทีท่าทางต่างๆที่เจ้าตูบจะแสดงออกมา ในคนเราใช้การพูดเป็นการสื่อสารในสุนัขก้อเช่นกัน การเห่าคือการสื่อสาร ซึ่งสังเกตุได้ว่าในการเห่าแต่ครั้ง โดยจะมีโทนเสียงที่ต่างกัน มีสั้นยาวไม่เท่ากันด้วย นอกจากนี้ความถี่และจำนวนครั้งที่แตกต่างกันยังกลายมาเป็นคำพูดที่ใช้สื่อสารให้คุณรู้อีกด้วย
การเห่าสั้นๆ 2-3 ครั้ง: เป็นการทักทายกันยามปกติ เช่นเมื่อคุณกลับเข้าบ้าน หรือเมื่อเจอกันตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นต้นแปลความหมายได้ว่า "สวัสดีเจ้านาย"
การเห่าเป็นชุด ... ชุดละ 3-4 ครั้ง แล้วหยุดเป็นระยะ: เป็นการชักชวนให้คุณมาดูอะไรบางอย่าง แปลความหมายได้ว่า "มาดูอะไรนี่สิ"
การเห่าเร็วๆติดๆ: เป็นการเตือนภัยว่าจะมีอะไรเข้ามาใกล้ หรือในเวลาที่หมาน้อยมองเห็น ได้กลิ่นของคนแปลกหน้า มีความหมายว่า "ระวังนะ!!! กำลังมีอันตรายเข้ามาใกล้เราแล้ว!!!" แต่ถ้าโทนเสียงต่ำๆติดๆ ละก็มีความหมายว่า "อันตรายมาถึงแล้วนะ" หรือ เป็นการขู่คนร้ายว่า "อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวกัดเลย"
การเห่าแล้วหยุด เห่าแล้วหยุด ติดต่อกันเป็นเวลานาน: เป็นการบอกว่า "เหงาจัง"มาเล่นเป็นเพื่อนหน่อยซิ
การเห่าครั้งเดียวสั้นๆ: หากคุณหรือใครอื่นกำลังยุ่งวุ่นวายกะเค้าอยู่แล้วมีการเห่าสั้นๆขึ้นนั้น มีความหมายว่า "รำคาญนะ อย่ามายุ่ง อยากอยู่คนเดียว" แต่ถ้าไม่มีใครวุ่นวายกะเค้าอยู่ละก้อมีความหมายว่า "อยากเข้าห้องน้ำ หรือหิวแล้วจ้า"
การเห่าติดต่อกันนานๆ: ถ้าเป็นลูกสุนัขไม่มีอะไรมากหรอก แค่ต้องการให้คุณอยู่ใกล้ๆและสนใจเค้าตลอดเวลาประมาณว่าออดอ้อนอะไรประมาณนั้น
การเห่ารัวๆและดังขึ้นเรื่อยๆ: เป็นการบ่งบอกว่าเค้าตื่นเต้น กำลังสนุกจริงๆ
คุณสมบัติของสุนัขที่สามารถบริจาคเลือดได้
เมื่อท่านพาสุนัขมาบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือสัตว์ด้วยกัน ถือเป็นการทำบุญอีกอย่างหนึ่ง ท่านและเจ้าตูบแสนรักต่างก็อิ่มบุญไปตามๆ กัน เพราะนอกจากได้ช่วยเหลือสัตว์ด้วยกันแล้ว การให้โลหิตเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของสุนัขจะผลิตเม็ดเลือดขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาวขึ้น แถมยังเป็นการตรวจสุขภาพไปในตัวด้วย ขอเชิญชวนทุกท่านที่มีจิตศรัทธา มาร่วมบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือเพื่อนสุนัข และสังคมกันเถอะ
คุณสมบัติของสุนัขที่สามารถบริจาคเลือดได้
วิธีการในการบริจาคเลือด
คุณสมบัติของสุนัขที่สามารถบริจาคเลือดได้
- อายุสุนัขควรอยู่ระหว่าง 1 - 6 ปี ไม่จำกัดเพศ พันธุ์ (ถ้าเป็นเพศเมียต้องรอให้หมดประจำเดือนก่อน)
- มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัม
- มีประวัติการทำวัคซีน ได้แก่ป้องกันวัคซีนรวม เช่น ลำไส้อักเสบ, ไข้หัด, ตับอักเสบ, เลปโตสไปโรซีส วัคซีนพิษสุนัขบ้า โรคพยาธิหนอนหัวใจ
- ไม่มีประวัติของโรคพยาธิในเม็ดเลือด
- ไม่เคยรับการผ่าตัดใหญ่ในระยะ 1 - 2 เดือน ก่อนบริจาคโลหิตสุนัขมีสุขภาพแข็งแรง
- หากสุนัขของคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน ก่อนถึงวันนัดบริจาคโลหิตควรงดน้ำและอาหาร เพื่อความปลอดภัยในการให้ยาซึม และเมื่อท่านนำสุนัขมาบริจาคโลหิตให้กับทางโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ จะมีวิธีการดังนี้
วิธีการในการบริจาคเลือด
- นำสุนัขมาตรวจเช็คสุขภาพและตรวจเลือดกับสัตวแพทย์ ในกรณีที่ผลตรวจเลือดผิดปกติทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบทันที
- เมื่อตรวจเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเจาะเก็บเลือดสัตวแพทย์จะทำการให้ยาซึม เพื่อป้องกันสุนัขดิ้นระหว่างการทำการเจาะเลือด เนื่องจากบริเวณที่ใช้ในการเจาะเลือดคือบริเวณลำคอ ถ้าสุนัขดิ้นอาจเกิดอันตรายได้การวางยาซึมนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หากแต่สุนัขจะมีอาการง่วงซึมเท่านั้น
- ในการบริจาค 1 ครั้ง จะเก็บเลือดปริมาณ 1 Unit หรือ 350 ซีซี ซึ่งโดยปกติความสามารถในการให้เลือดจะอยู่ระหว่าง 10 -20 ซีซี ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม และความถี่ในการบริจาคเลือดทุกๆ 4 - 6 เดือน
- เมื่อสามารถเก็บผลเลือดได้ตามความต้องการแล้ว สัตวแพทย์จะให้ยาบำรุงเลือดพร้อมบัตรประจำตัวผู้บริจาคเลือด โดยการบริจาคจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น จากวิธีการนี้ ท่านกับเจ้าตูบแสนรักก็ถือว่าได้ ทำบุญช่วยเหลือสัตว์อื่นๆ ได้แล้วค่ะ
รายละเอียดที่ได้จัดทำในส่วนของธนาคารเลือดสุนัข
ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
2009-05-22
ทำไมสุนัขจึงจำเป็นต้องได้รับเลือด
ภาวะของสุนัขที่จำเป็นต้องรับเลือด
- ใช้ในการผ่าตัดที่มีภาวะเสียเลือดมาก ๆ เช่น การตัดม้าม, ตัดตับ, ตัดไต หรือการผ่าตัดใหญ่อื่น ๆ
- ในกรณีสัตว์จำเป็นต้องผ่าตัด แต่สภาพสัตว์ป่วยหนักหรือไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด เช่น เป็นโรคโลหิตจาง หรือมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด
- ใช้ช่วยชีวิตสัตว์ที่ได้รับยาเบื่อหนู กลุ่ม Warfarin เนื่องจากเลือดจะไหลไม่หยุด (ยาเบื่อจะไปยับยั้งสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด) ถึงจะมียาแก้พิษแต่ก็ต้องใช้พลาสมาแช่แข็ง ควบคู่กันเพื่อช่วยชีวิต แต่ในกรณีวิกฤตจำเป็นต้องใช้พลาสมาแช่แข็งเพื่อช่วยชีวิต
- ภาวะสัตว์ที่กำลังช็อก เนื่องจากขาดเลือด, ขาดโปรตีนอย่างรุนแรง
- ในกรณีที่เป็นพยาธิเม็ดเลือดอย่างรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาทางยา จำเป็นต้องใช้เลือดเพื่อพยุงร่างกายสัตว์ให้สามารถทำการรักษาต่อได้
- ใช้รักษาโรคทางกรรมพันธุ์บางอย่าง ซึ่งทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุด เช่น Hemophilia a, Hemophilia b, von willebrand disease
- ใช้รักษาสัตว์ที่มีภาวะขาดอาหารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลูกสุนัข
- ใช้รักษาสัตว์ในภาวะฉุกเฉินที่มีเลือดออกใน อวัยวะภายใน เช่น ในช่องท้องหรือในช่องอก
- อาจพัฒนาทำเป็น Hyper immune seum ในกรณี ลูกสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคไวรัส เช่น ลำไส้อักเสบ,ไข้หัด
รายละเอียดที่ได้จัดทำในส่วนของธนาคารเลือดสุนัข
ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
การบริจาคเลือดของสุนัข
เพราะัเหตุใดสุนัขจึงต้องมีการให้เลือด
สุนัขอาจจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการได้รับการให้เลือดด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เลือดของสุนัขก็คล้ายกับเลือดของมนุษย์คือ ประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดและน้ำเลือด และเลือดที่ได้รับบริจาคจากสุนัขก็สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ ด้งที่กล่าวไปแล้วด้วยเหมือนกัน เพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์ความต้องการของสุนัขป่วยที่ต้องการที่จำเพาะและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเลือดที่ได้รับบริจาคสุนัข แต่โดยทั่วไปสุนัขที่ต้องการเลือดมักจะต้องการเม็ดเลือดแดง หรือน้ำเลือดมากที่สุด
การให้เลือด หรือเม็ดเลือดแดงมักจะใช้กรณีเพื่อการรักษาโรคโลหิตจาง (anemia) นอกจากนี้แล้วสุนัขอาจจะต้องกา่รเลือดในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือกรณีทำการผ่าตัดศัลยกรรม หรือกรณีที่สัตว์ป่วยไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้ หรือกรณีที่เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลายอย่างรุนแรง (จากโรค เช่น พยาธิในเม็ดเลือดแดง เป็นต้น)
การให้เลือด หรือเม็ดเลือดแดงมักจะใช้กรณีเพื่อการรักษาโรคโลหิตจาง (anemia) นอกจากนี้แล้วสุนัขอาจจะต้องกา่รเลือดในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือกรณีทำการผ่าตัดศัลยกรรม หรือกรณีที่สัตว์ป่วยไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้ หรือกรณีที่เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลายอย่างรุนแรง (จากโรค เช่น พยาธิในเม็ดเลือดแดง เป็นต้น)
สำหรับน้ำเลือด (plasma) ประกอบด้วยโปรตีน หรือเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวกับการทำให้เลือดมีการแข็งตัว (clot) มักมีความจำเป็นสำหรับการรักษาภาวะเลือดออก (bleeding) อันเนื่องมาจากโรคตับ หรือกรณีที่เกิดเลือดออกจากการได้รับสารหนู (rodent poison) นอกจากนี้น้ำเลือดยังมีความจำเป็นสำหรับสุนัขป่วยที่มีระดับโปรตีน หรืออัลบูมินในเลือดต่ำ ส่วนประกอบอื่นๆ ของน้ำเลือด เช่น cryoprecipitate จะใช้สำหรับการรักษาโรคเลือดไหลไม่หยุด (hemophillia) หรือโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับปัญหาภาวะเลือดออกไม่หยุดอันเนื่องมาจากพันธุกรรม
สุนัขที่บริจาคเลือดมาจากไหน
สุนัขที่บริจาคเลือดมาจากไหน
เลือดในธนาคารเลือด ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้รับมาจากสุนัขที่มาบริจาคเลือด มีสุนัขหลายพันธุ์ที่มาให้เลือดเป็นประจำ (ซึ่งมีปรากฎในหน้าสุนัขใจบุญครับ/ค่ะ) โดยผู้นำสุนัขมาบริจาคเลือดให้มาติดต่อหน่วยงานประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลสัตว์ บางเขน ติดกรมป่าไม้ ่จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย ถ้าไม่มีปัญหาใดๆ การเก็บเลือดก็จะเกิดขึ้น ณ ห้องปฏิบัติการธนาคารเลือด ชั้น 3 อาคารโรงพยาบาลสัตว์ 9 ชั้น หรือตึกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สุนัขที่บริจาคเลือดจะไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆ จากการบริจาคเลือด การเก็บเลือดจะใช้ระยะเลาประมาณ 5-15 นาที ขั้นตอนต่างๆจะมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการในธนาคารเลือดของคน
เลือดที่ได้รับบริจาคจากสุนัขปลอดภัยหรือไม่
เลือดที่ได้รับบริจาคจากสุนัขปลอดภัยหรือไม่
สุนัขที่มาบริจาคเลือดจะได้รับการตรวจกรอง (screened) โรคที่สามารถติดต่อกันได้ทางเลือด เพื่อเป็นหลักประกันว่าสุนัขที่เข้าสู่กระบวนการบริจาคเลือดมีสุขภาพดี โดยปกติแล้วเราจะรับสุนัขที่มีหมู่เลือดในกลุ่ม "universal blood type" หรือสุนัขที่มีหมู่เลือดที่สามารถเข้ากับหมู่เลือดอื่นๆได้ทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบกันในคนก็คือคนหมู่เลือดโอ เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงปฏิกิริยาทางเคมีของการเข้ากันไม่ได้ของหมู่เลือดจากการให้เลือด แต่เนื่องจากเราไม่สามารถเลือกสุนัขที่มาบริจาคได้ การรับบริจาคจึงไม่จำกัด เพียงแต่ก่อนการให้เลือดจะต้องมีตรวจการเข้ากันได้ของหมู่เลือดเท่านั้นเอง เลือดที่เก็บจากสุนัขใจบุญจะถูกเก็บไว้ในถุงพลาสติกที่ปราศจากเชื้อโรค ขั้นตอนการเก็บและรักษาจะทำให้เลือดปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโรคและเก็บไว้ในตู้เก็บเลือดเช่นเดียวกับธนาคารเลือดของคน โดยปกติเลือดที่ได้รับบริจาคมีการกำหนดวันหมดอายุปรากฎอยู่และทำลายเมื่อหมดอายุ แต่เนื่องจากความต้องการเลือดยังมีอยู่มาก เลือดจึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
เขาให้เลือดกับสุนัขกันอย่างไร
เขาให้เลือดกับสุนัขกันอย่างไร
ก่อนการให้เลือด หรือองค์ประกอบของเลือดอื่นๆกับสุนัข สัตวแพทย์จะทำการตรวจการเข้ากันได้ของหมู่เลือด (crossmatch) เสียก่อน เพื่อความมั่นใจว่า เลือดที่จะให้กับสุนัขไม่มีปฏิกิริยาต่อสุนัขที่ได้รับเลือด เลือดจะถูกถ่ายให้กับสุนัขที่ต้องการเลือดด้วยการให้ทางสายยางผ่านเข้าหลอดโลหิตดำ (ในลักษณะเดียวกับการให้สารน้ำผ่านทางหลอดเลือดดำ) อย่างช้าๆ อัตราเร็วของการให้และปริมาณเลือดที่่จะให้กับสุนัขจะขึ้นอยู่กับความจำเป็น ความต้องการและขนาดของสุนัข
สุนัขของฉัน/ผมมีความเสี่ยงต่อการรับเลือดหรือไม่
สุนัขของฉัน/ผมมีความเสี่ยงต่อการรับเลือดหรือไม่
เลือดที่ได้จากการบริจาคจะเป็นเลือดที่มาจากสุนัขที่มีสุขภาพดี ก่อนการให้เลือดกับสุนัขตัวรับเลือดจะได้รับการตรวจถึงความเข้ากันได้ของหมู่เลือด ดังนั้นความเสี่ยงต่อการให้เลือดจึงมีน้อยมาก แต่สุนัขบางตัวเมื่อได้รับเลือดแล้วอาจจะมีไข้เกิดขึ้นได้ หรืออาจจะพบว่าหน้าบวมเล็กน้อย (mild facial swelling) ในระหว่าง หรือหลังการให้เลือดก็ได้ ภาวะนี้สัตวแพทย์สามารถแก้ไขได้ สุนัขที่ป่วยด้วยโรคที่ค่อนข้างรุนแรงและต้องได้รับการให้เลือดซ้ำอาจจะพัฒนาปฏิกิริยาการตอบสนองต่อการได้รับเลือดได้ ิ
เลือดของสุนัขที่ได้รับจากการบริจาคเก็บไว้ที่ไหน
เลือดของสุนัขที่ได้รับจากการบริจาคเก็บไว้ที่ไหน
เลือดที่ได้รับบริจาคจากสุนัขจะถูกเก็บไว้ที่ธนาคารเลือดสัตว์ ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ชั้น 3 และใช้ในการรักษาสัตว์ป่วย
รายละเอียดที่ได้จัดทำในส่วนของธนาคารเลือดสุนัข
ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
ธนาคารเลือดสุนัข
จุดเริ่มต้นของธนาคารเลือดสุนัข
เนื่องจากความต้องการถ่ายเลือดในการรักษาแต่ละครั้ง แต่ละปีมีปริมาณมาก อีกทั้งการขาดแคลนเลือดสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือการผ่าตัดต่างๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอันทำให้ธนาคารเลือดสุนัขเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม นอกจากนี้สำหรับเลือดที่ได้มาแล้ว จำเป็นต้องมีกระบวนการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเลือดทุกหยดมีคุณค่า เราจึงต้องจัดเก็บอย่างดี ต้องทำการแยกและจัดเก็บเลือดไว้ให้นาน เพื่อที่จะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการถ่ายเลือดเพียงหนึ่งครั้ง จากจุดเริ่มต้นของความตั้งใจที่จะก่อตั้ง "ธนาคารเลือดสุนัข" จึงก่อตั้งมาได้ร่วมสองปีแล้ว หากแต่ความต้องการเลือดกลับไม่มีที่สิ้นสุด ในทุกปีที่ผ่านมาเราจึงต้องขอบริจากเลือดอยู่ตลอด เพราะว่าการผ่าตัดในบางครั้งสุนัขที่ทำการผ่าตัดเสียเลือดมาก หรือกรณีอุบัติเหตุ โรคพยาธิในเม็ดเลือดอย่างรุนแรงก็จำเป็นที่จะต้องมีเลือดที่จะรองรับในจุดนี้ด้วย
ประโยชน์ของเลือด
รายละเอียดที่ได้จัดทำในส่วนของธนาคารเลือดสุนัข
ประโยชน์ของเลือด
- ใช้ในการผ่าตัด ที่มีภาวะเสียเลือดมากๆ เช่น ตัดม้าม, ตัดตับ, ตัดไต, การตัดก้อนเนื้อในช่องท้อง
- ในกรณีสัตว์จำเป็นต้องผ่าตัด แต่สภาพสัตว์ป่วยหนัก หรือไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด เช่น โลหิตจาง ,หรือมีปัญหาการแข่งตัวของเลือด
- ใช้ช่วยชีวิตสัตว์ที่ได้รับยาเบื่อหนูกลุ่ม Wafarin เนื่องจากเลือดจะไหลไม่หยุด (ยาเบื่อจะไปยับยั้งสารที่ช่วยการแข่งตัวของเลือด) ถ้าจะมียาแก้พิษ แต่ก็จำเป็นต้องใช้พลาสมาแช่แข็งเพื่อช่วยชีวิต
- ภาวะสัตว์ที่กำลังช็อก เนื่องจากขาดเลือด, ขาดโปรตีนอย่างรุนแรง
- ในกรณีที่เป็นพยาธิเม็ดเลือดอย่างรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาวางยา จำเป็นที่ต้องใช้เลือดเพื่อพยุงร่างกายสัตว์ให้สามารถทำการรักษาต่อ
- ใช้รักษาโรคทางกรรมพันธุ์ บางอย่างซึ่งทำให้เกิดเลือดไหลไม่หยุดเช่น Hemophillia a, Hemophillia b, von eilihamd dio
- ใช้รักษาสภาวะที่สัตว์มีภาวะขาดอาหารอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในลูกสัตว์
- ใช้รักษาสัตว์ในสภาวะฉุกเฉินที่มีภาวะเลือดออกในอวัยวะภายใน เช่นในช่องท้อง หรือในช่วงอก
- อาจพัฒนาทำเป็น Hyper immune seum ในกรณีลูกสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคทางไวรัสเช่น สำไส้อักเสบ , ไข้หัด
- จุดเริ่มต้นของธนาคารเลือดสุนัข
รายละเอียดที่ได้จัดทำในส่วนของธนาคารเลือดสุนัข
ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เลขที่ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2942-8756-9
เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 08.30-16.00 น.
วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-12.00 น.
วันหยุดนขัตฤกษ์ เวลา 08.30-12.00 น.
Subscribe to:
Posts (Atom)