Showing posts with label สุนัขพันธุ์ต่างๆ - ไทยหลังอาน. Show all posts
Showing posts with label สุนัขพันธุ์ต่างๆ - ไทยหลังอาน. Show all posts

2009-05-31

การผสมพันธุ์สุนัข ไทยหลังอาน

ความมุ่งหมายของนักเพาะสัตว์เลี้ยงก็คือ การส่งเสริมคุณภาพของสัตว์เลี้อยงและส่งเสริมต่อไปไม่เฉพาะรูปลักษณะ แต่รวมทั้งอุปนิสัยใจคอและการขยายพันธุ์ของมันด้วย ดังนั้นการผสมพันธุ์หมาหมายถึง การนำเอาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาผสมกัน จะโดยวิธีธรรมชาติหรือการผสมเทียมก็ตาม แล้วเกิดลูกหมาออกมาความพยายามในการผสมพันธุ์หมาไทยหรือ การพยายามที่จะรักษาลักษณะพันธุ์แท้และพัฒนาลักษณะที่ดีจากพ่อแม่ให้ถ่ายทอดไปยังลูก ดังนั้นขั้นตอนสำคัญ คือการคัดเลือกและศึกษาข้อเด่น ข้อด้อย ของหมาที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์

การคัดพันธุ์หมาไทยที่จะนำมาผสมพันธุ์ทั้งเพศผู้และเพศเมียต้องมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนเพื่อพัฒนาพันธุ์และสายเลือดที่ดีสิ่งที่ควรพิจารณาคือ ลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ที่จะนำมาผสม ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์มาประกอบในการผสมพันธุ์ให้ได้ลักษณะที่ต้องการออกมามีอัตราสูง เนื่องจากการคัดพันธุ์ุ์จนได้พ่อแม่ที่สามารถถ่ายทอดลักษณะที่ต้องการมากที่สุดและมีลักษณะที่ไม่ต้องการน้อยที่สุดวิธีการง่ายๆก็คือ คัดตัวทีมีรูปร่างลักษณะที่ดีนำมาผสมพันธุ์กันหลายๆ สายพันธุ์(ครอก)แล้วเอาลูกหลานที่มีลักษณะที่ต้องการมาผสมกันอีกจนได้ลูกที่มีลักษณะคงที่แน่นอน ไม่มีลักษณะอื่นที่ไม่ต้องการออกมามากนักถือว่าได้สายพันธุ์ที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ พ่อแม่พันธุ์ที่ว่านี้จะถ่ายทอดลักษณะที่พึงต้องการเป็นเปอร์เซ็นต์สูง ดังนั้น การคัดพันธุ์หมาไทยสำหรับนำมาผสมพันธุ์จำเป็นต้องทราบถึงประวัติความเป็นมาอย่างละเอียดของพ่อแม่ปู่ย่า ตายายนอกจากนี้ยังต้องการทราบถึง วัน เดือน ปีเกิด สี ขนาดรูปร่างชื่อและที่อยู่ของเจ้าของเดิม ในต่างประเทศจะมีแหล่งข้อมูลทางพันธุกรรมของหมา ซึ่งบอกลักษณะรายละเอียดทั้งหมดไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อมีแม่พันธุ์ไปผสมก็สามารถเลือกได้ หรือบอกได้ดีตามต้องการ สำหรับในประเทศไทยเรานั้นยังไม่ค่อยมีระเบียบในเรื่องดังกล่าวข้างต้นมากนัก เพียงแต่ใช้ความเชื่อถือระหว่างเจ้าของเดิมและเจ้าของใหม่เท่านั้นพ่อแม่พันธุ์ หมาที่เป็นพันธุ์แท้ เมื่อคัดพันธุ์มาผสมส่วนใหญ่ก็จะได้ลูกออกมาตรงตามพันธุ์ แต่บางครั้งลูกที่ออกมาก็อาจมีส่วนที่ไม่ดีแฝงอยู่ ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องหาจุดอ่อนโดยการพิจารณาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ตัวอื่นที่มีลักษณะเด่นมาเสริมหรือแก้ไขต้องรู้ถึงข้อเด่นและข้อด้อยของพันธุ์ และตั้งวัตถุประสงค์เพื่อแก้ข้อด้อยหาข้อเด่น เช่น ถ้าพ่อพันธุ์มีอานสวย สีสวย แต่หูไม่สวย แม่พันธุ์รูปร่างดี หูสวย แต่อานไม่สวย มื่อผสมกันแล้วลูกที่ออกมาก็ย่อมดึงลักษณะเด่นของพ่อและแม่ออกมา แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ ไม่ควรผสมพันธุ์ระหว่างหมาที่มีสายเลือดใกล้ชิดกัน เช่น พ่อหรือแม่กับลูก หรือพี่กับน้องท้องเดียวกันที่เร้ยกว่าการผสมในสายสัมพันธุ์ เพราะจะทำให้ลูกที่เกิดขึ้นรวมเอาสิ่งที่ไม่ดีจากสายเลือดให้มีมากขึ้น เช่น โรคต่างๆ ความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ เป็นต้น

หมาตัวผู้จะแสดงอาการกระตือรือร้นในเรื่องเพศเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน แต่ควรรอให้โตเต็มที่ คือมีอายุประมาณ 1 ปีีขึ้นไป โดยเฉลี่ยจะถึอว่าหมาโตเต็มที่เมื่อมีอายุ 12-18 เดือนหมาที่จะนำมาผสมนั้นควรมีอายุอย่างน้อย 12 เดือนขึ้นไปถึงจะเหมาะสม ทั้งนี้เพราะต่อมผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายมีการทำงานอย่างเต็มที่ เวลาตั้งท้องฮอร์โมนเหล่านี้จะมีบทบาทในการควบคุมกลไกการทำงานของร่างกาย ถ้าผสมพันธุ์กันตั้งแต่อายุยังน้อยลูกที่เกิดมาจะไม่สมบูรณ์ อ่อนแอ ติดโรคง่ายและเลี้ยงยาก

การจัดการก่อนผสมพันธุ์ ช่วงก่อนการผสมพันธุ์จำเป็นต้องได้มีการเลี้ยงดูเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้มีความสำคัญและมีบทบาทไม่น้อย ถึงแม้จะได้คัดสายพันธุ์ดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าการเลี้ยงดูไม่ดีพอหมาก็จะไม่สมบูรณ์ ศัพท์ในวงการนักเลี้ยงจะใช้คำว่า “น้ำเลี้ยงไม่ดี หรือน้ำเลี้ยงสู้กันไม่ได้” หลักทั่วไปในการที่จะเลี้ยงหมาให้สมบูรณ์พร้อมที่จะได้รับการผสมพันธุ์ก็คือ
  1. ควรบำรุงพ่อพันธุ์ให้กันอาหารที่มีโปรตีนมากๆ เช่น เนื้อหรือไข่ และต้องให้ออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อให้แข็งแรงและมีเชื้อที่แข็งแรงด้วย
  2. แม่พันธุ์ที่จะทำการผสมควรมีสุขภาพดี การเลี้ยงดูแม่พันธุ์มีความสำคัญมาก ความสมบูรณ์ของแม่จะมีผลโดยตรงต่อลูก จึงควรบำรุงแม่พันธุ์ให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน ทั้งโปรตีนวิตามินและเกลือแร่ แต่ไม่ควรให้อ้วนจนเกินไป
  3. ควรถ่ายพยาธิก่อนการผสมพันธุ์ประมาณ 1 เดือนเพราะอาจมีตัวอ่อนของพยาธิบางชนิคติดต่อไปถึงลูกในครรภ์ได้
  4. นำหมาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคดิสเทมเปอร์ พาร์โวไวรัส โรคตับอักเสบ ควรไปฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลาอย่างสม่ำเสมอก่อนการผสมพันธุ์ การฉีดวัคซีนในระยะเวลาที่เหมาะสมนี้จะเกิดภูมิคุ้มกันโรค และภูมิคุ้มกันนี้บางส่วนสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหมาได้ ซึ่งจะพบว่าแม่หมาที่ฉีดวัคซีนแล้วเมื่อลูกออกมามักจะรอดตายจากโรคที่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน ข้อควรระวังก็คือ ไม่ควรฉีดวัคซีนให้กับแม่หมาในขณะที่เป็นสัด เพราะวัคซีนบางชนิดมีผลทำให้ติดลูกยากจึงควรฉีดวัคซีนตามที่สัตว์แพทย์แนะนำ
  5. จัดเตรียมสถานที่คลอด ควรเป็นห้องที่กันแดดกันฝนได้ดีและไม่มีสิ่งรบกวน พื้นห้องต้องสะอาด ปูด้วยเศษผ้าหรือกระสอบเพื่อให้ความอบอุ่น

วิธีการผสมพันธุ์


ตามปกติหมาตัวเมียเป็นสัดปีละ 2 ครั้งหรือทุกๆ 6 เดือน ระยะที่เป็นสัดประมาณ 20-21 วัน และในช่วงระหว่างนี้เท่านั้นที่มันจะยอมรับการผสมพันธุ์จากตัวผู้
  • ระยะที่ 1ใน 9 วันแรก แม่พันธุ์เพียงแต่แสดงอาการเป็นสัดอวัยวะเพศบวมขยายใหญ่ อาจเห็นว่าหมาตัวผู้ให้ความสนใจมากกว่าปกติ แต่แม่พันธุ์จะยังไม่ยอมให้พ่อพันธุ์ผสม
  • ระยะที่ 2 ใน 9 วันหลังจากระยะที่ 1 แม่พันธุ์จะมีหยดเลือดออกมาจากอวัยวะเพศ มีอาการชอบเล่นกับตัวผู้ อวัยวะเพศขยายใหญ่เต็มที่ มักจะยอมให้ตัวผู้ผสมพันธุ์ เป็นระยะที่มีไข่ตกออกจากรังไข่ ดังนั้นจึงควรผสมพันธุ์ในระยะที่ 2 นี้ วันที่เหมาะในการผสมพันธุ์ควรจะอยู่ในระหว่างวันที่ 10-13 หลังจากแม่พันธุ์เป็นสัดทำเพียงครั้งเดียวก็พอ แต่ส่วนมากจะผสมสองครั้งเพื่อให้ได้ผลแน่นอน ผสมในตอนเย็นของวันที่ 10 หนึ่งครั้ง และเช้าของวันที่ 13 อีกหนึ่งครั้งเพราะในช่วงนี้จะเป็นระยะที่ไข่สุกพร้อมที่จะรับเชื้อตัวผู้ปกตินิยมให้พ่อพันธุ์ผสมในช่วงหลังอาาหารเช้าและหลังอาหารเย็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีอากาศเย็นสบาย การผสมต้องปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์เป็นอิสระไม่ต้องใช้สายล่าม บริเวณที่ี่ผสมพันธุ์ต้องเป็นที่กว้างพอสมควร ปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์สร้างความคุ้นเคยสนิทสนมกันเสียก่อน จะผสมกันเองตามธรรมชาติ แต่อย่าปล่อยให้พ่อพันธุ์ผสมกันบ่อยครั้งมากเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ผสมเสร็จแล้วจึงนำกลับไปให้พักผ่อน ระยะเวลาที่เหลืออีก 3 วันแม่พันธุ์จะมีอวัยวะเพศกลับสู่สภาพเดิมหรือหมดสัด แม่พันธุ์จะไม่ยอมรับการผสมอีก


กว่าจะเกิดออกมาเป็นสุนัขไทยหลังอาน

ก่อนอื่นเราจะต้องรู้เสียก่อนหมาตั้งท้องอยู่ประมาณ 2 เดือน หรือ 60-62 วัน ฉะนั้นเมื่อก่อนคลอดหรือใกล้คลอดมากๆ นี่ อุณหภูมิของหมาซึ่งปกติราวประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส จะลดลงและก่อนคลอด 24 ชั่วโมง อาจมีน้ำเมือกสีขาวขุ่นไหลออกมาจากปากช่องคลอก ก็จะเข้าสู่ระยะเบ่งคลอดต่อไป
ระยะเบ่งคลอดลูกของหมานั้นสามารถแบ่งออกได้ 3 ระยะดังต่อไปนี้

การเบ่งระยะแรก

การเบ่งระยะเรี่มต้นนี้กินเวลา 6- 12 ชั่วโมง บางครั้งบางคราวอาจถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งมักเกิดกับแม่หมาสาวท้องแรกเสมอๆ แม่หมาจะแสดงอาการกระสับกระส่ายเบื่อจนถึงไม่กินอาหาร อาเจียน สั่น เสาะหาสถานที่หรือบริเวณคลอดลูก อาจขุดคุ้ยพื้นเพื่อทำรัง และนั้งๆ นอนๆ พลิกไปมาเพื่อหาความสบายและคงตรวจดูว่าเหมาะสมกับการคลอดลูกหรือไม่นั่นเอง มีบางตัวพยายามหาที่หลบซุกซ่อนตามใต้ตู้เตียงด้วยสัณชาตญาณปกป้องลูกที่กำลังจะออกมาจากศัตรูนั่นเอง อาจมีปัสสาวะกะปริดกะปรอยเล็กน้อย ขณะนี้อาจมีการเบ่งและเกร็งตัวของมดลูกเป็นระยะๆ แต่ไม่รุนแรงนัก มองดูไม่มีความผิดปกติแต่ประการใด

การเเบ่งระยะที่สอง

การเริ่มรุนแรงและเห็นเด่นชัดขึ้น ใช้เวลาราวประมาณ 15-30 นาที เราจะเห็นถุงน้ำคร่ำผลุดโป่งออกมาทางปากช่องคลอดคล้ายลูกโป่งแล้วแตกออก ของเหลวภายในจะไหลออกมาเพื่อการหล่อลื่นให้ตัวลูกหมาเคลื่อนผ่านออกอย่างสะดวก จากนั้นลูกหมาจึงโผ่ลออกมา โดยปกติแล้วหัวออกมาก่อนเสมอ แม่หมาเริ่มเลียเยื่อหุ้มตัวลูกและกัดสายสะดือ รวมถึงการเลียเพื่อทำความสะอาดตัวลูกและตัวแม่เองด้วย การที่แม่หมากินรก เยื่อหุ้มต่างๆ หรือแม้แต่ตัวลูกที่ตายแล้วเข้าไปนั้นไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเขาเลย กลับเป็นการกระตุ้นให้แสดงความเป็าแม่และเลี้ยงดูลูกออกมาตามธรรมชาติ

ดังนั้นการรบกวนหมาขณะกำลังคลอดลูกโดยพยายามช่วยทุกๆ ทาง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นนั้น ถือเป็นอันตรายและไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการสร้างความรบกวน หวาดระแวงแก่แม่หมาจนถึงกับกัดกินลูกหรือหยุดการเบ่งได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับหมาบางตัวที่ต้องการความอบอุ่นและกำลังใจจากเจ้าของตลอดเวลาที่เบ่งคลอด แต่ก็มีเป็นจำนวนน้อย บางคนอนามัยจัดกลัวความสกปรกเลยเอาน้ำยาฆ่าเชื้อไปเช็ด ตัวลูกอ่อน ตัวแม่ หรือพื้นบ้าง แม่หมารู้สึกผิดปรกติหรือผิดกลิ่น อาจพาลเลิกเบ่งและย้ายที่คลอดได้ ซึ่งไม่เป็นการดีเลย

การเเบ่งระยะที่สาม

แม่หมาจะหยุดพักการเบ่งหลังจากคลอดลูกแต่ละตัวประมาณ 15-30 นาที ทั้งนี้ขึ้นกับความเหนื่อยอ่อนและความล้าของกล้ามเนื้อมดลูกจนถึงจำนวนลูกด้วย ลูกมากเบ่งมากก้เหนื่อยล้ามาก ยิ่งตัวท้ายๆ แล้วการเบ่งย่อมลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หลังจากคลอดลูกจนหมดแล้วแม่หมาจะนอนพักให้ลูกดูดนมและเลียทำความสะอาดทั้งลูกและตัวเอง เป็นไงครับกว่าจะเกิดออกมาเป็นลูกหมาแต่ละตัว ยากเย็นแสนเข็ญเอาการอยู่นะครับ


การดูแลสุนัขไทยหลังอานแรกเกิด

หลังจากแม่สุนัขคลอด น้ำนมของแม่สุนัขในช่วง 2-3 วันแรก จะช่วยให้ลูกสุนัขมีภูมิคุ้มกันไปจนถึง 6-10 สัปดาห์แรก เราจะต้องเป็นคนคอยดูว่า ลูกสุนัขทุกตัวได้รับน้ำนมเพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นเราจะต้องเริ่มให้ลูกสุนัขกินอาหารอ่อนๆ และค่อยๆ เริ่มให้ลูกสุนัขหย่านม ในลูกสุนัขแรกเกิด ตาของมันจะยังคงมองไม่เห็น และหูก็ยังคงไม่ได้ยิน จนกระทั่งอายุได้ประมาน 10-14 วัน และใช้เวลาอีก 7 วัน ในการปรับสายตาให้เรียบร้อย และหูก็เริ่มรับเสียงได้ เมื่อท่อฟังช่องหูเริ่มเปิดตอนลูกสุนัขอายุประมาณ 13-17 วัน
การนอนหลับพักผ่อน ในลุกสุนัขสามารถนอนหลับได้ทั้งวัน ลูกสุนัขจะนอนแล้วตื่นขึ้นมาดูดนมแม่ช่วงสัปดาห์แรก หลังจากนั้นมันก็เริ่มมีกิจกรรมสำรวจสิ่งแวดล้อมในที่อยู่ของมันจนกระทั่งอายุ 12-14 สัปดาห์
ลูกสุนัขต้องการความอบอุ่น ลูกสุนัขขณะอยู่ในท้องแม่ของมันมีอุณหภูมิ 38.5 องศาเซสเซียส อุณหภูมินี้จะลดลงก่อนมันจะตกลูก ลูกสุนัขออกจากท้องแม่ใหม่ๆ จะหนาวสั่นง่าย ซึ่งถ้าเราไม่ตอยดูแลก็อาจจะมีการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ อุณหภูมิในร่างกายของลูกสุนัขจะปรับตัวขึ้นลงตามสิ่งแวดล้อม หลังเกิดได้ 6-7 วัน ลูกสุนัขจะรู้จักวิธีการควบคุมระบบทำความร้อน แต่ก็ยังไม่ดีนัก จนกว่าจะอายุได้ 4 สัปดาห์ ในช่วง 2สัปดาห์แรก ถึงแม้ว่ามันจะนอนอยู่กับแม่ของมันและ ถ้าอยู่กับแม่ของมัน เราอาจต้องใช้ความร้อนเสริมไปนานกว่า 2 สัปดาห์ อุณหภูมิที่เหมาะสมของมันควรอยู่ที่ 30 องศาเซสเซียส หรือลดลงได้อีก 3 องศาเซสเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำควรหาไฟหรือถุงน้ำร้อนวางให้ลูกสุนัขนอนทับแต่ต้องระมัดระวังอย่าให้ลูกสุนัขรับความร้อนโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังเป็นอันตรายได้

การสังเกตลูกสุนัขที่ไม่แข็งแรง ลูกสุนัขที่แข็งแรงจะมีขนที่มันเงางาม และเวลาเราอุ้มมันขึ้นมาจะกระดุ๊กกระดิ๊ก ขณะที่ลูกนุนัขที่ไม่แข็งแรงและขาแขนจะไม่แข็งแรง ลูกสุนัขที่แข็งแรงจะทำเสียงร้องเบาๆ และจะโหยหวนถ้าหิว ลูกสุนัขที่ไม่แข็งแรงจะคลานไปมาและส่งเสียงหมดแรงแบบเบาๆ และก็จะกลับไปนอนหมดสติที่ที่นอนของมัน

การให้อาหารและการหย่านม ลูกสุนัขจะกินนมแม่ไปจนราว 3-5 สัปดาห์ ในระยะนี้เราเริ่มให้นมอย่างอื่นแก่ลูกสุนัข เอาใส่จานให้เขาเลียได้แล้ว วิธีการหย่านมในลูกสุนัขก็คือ เอาอาหารเด็กมาผสมกับนมและค่อยจับใส่ปากลูกสุนัข เมื่อเริ่มทำสักวันสองวัน โดยใช้มือเราแล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาใส่จาน วันละ 2 ครั้ง และเริ่มต้นให้เนื้อเสริมด้วยแคลเซียมเม็ดหรือกระดูกอ่อน อาหารลูกสุนัขแบบกระป๋องจะช่วยได้ดีในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะอาหารกระป๋องลูกสุนัขสามารถกินได้ง่ายโดยให้แต่น้อยแต่่บ่อยครั้ง เมื่อน้ำนมแม่เริ่มหมดไปจะต้องให้อาหารลูกสุนัขด้วยตัวของเราเองเพิ่มขึ้นๆ ลูกสุนัขจะต้องกินอาหารบ่อยเช่นเดียวกับเด็กเล็กๆ เพื่อความเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ถ้าแม่สุนัขยังมีน้ำนมเพียงพอเราก็ไม่ต้องเสริม ให้ มาเริ่มราวสัปดาห์ที่ 5 ก็ได้ ในระยะเวลา 7-12 สัปดาห์ ควรให้อาหารกระป๋องสำหรับสุนัข และนมอย่างน้อยที่สุดวันละ 4 ครั้ง พอลูกสุนัขอายุได้ 12 สัปดาห์ ลูกสุนัขจะกินน้อยลงเอง ก็ไม่จำเป็นต้องให้นม ให้อาหารสุนัขวันละครั้ง 3-4 จนสุนัขอายุถึง 6 เดือน หลังจากนั้นจะกินอาหารสองครั้งหรือหนึ่งครั้งก็แล้วแต่กรณี

ลักษณะนิสัยของสุนัข ไทยหลังอาน

1. มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเจ้าของมากกว่าสุนัขพันธุ์อื่นๆ หลายชนิด
2. มีความสุภาพ และฉลาดกว่าสุนัขพื้นบ้านทั่วๆ ไป เชื่อฟังเจ้าของ สามารถฝึกสอนได้และประจบเก่ง
3. ว่องไ ว กระฉับกระเฉง อดทน แข็งแรง ร่าเริง กล้าหาญ ความจำดี มีความรู้สึกไวต่อกลิ่นและเสียงต่างๆ ประสาทสัมผัสดี
4. มีสัญชาติญาณใ นการล่าสัตว์ปรากฎให้เห็น คือมีความดุร้ายพอสมควร
5. มีความสุขุม เป็นกันเองกับผู้คุ้นเคย แต่ไม่ไว้ใจ และระแวดระัวังคนแปลกหน้า หรือตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงต่างๆ
6. กินอยู่ง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่รักความสะอาด ดูแลความสะอาดตัวเองได้ เช่น การเลียขนตัวเอง การขับถ่ายจะไม่ขับถ่ายใกล้ที่อยู่ของตัวเอง
7. เป็นตัวของตัวเอง ชอบอยู่อย่างอิสระ ไม่ชอบการบังคับ

ลักษณะอานของ ไทยหลังอาน

ลักษณะของอาน

อานของสุนัขเกิดจาก 2 ลักษณะ คือ เกิดจากขนที่ย้อนกลับไม่มีขวัญ และเกิดจากขวัญ ขวัญจะวนเป็นรูปก้นหอย จากไหล่ทั้ง 2 ข้าง แล้วจึงมาบรรจบกันที่หัวไหล่เป็นดวงกลมใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 ซม. จากนั้นจึงเรียวลงไปตามแนวกระดูกสันหลัง จรดไหล่ของขาคู่หลังหรือโคนหางเช่นเดียวกับอานม้า หลังอานมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงว่าสุนัขไทยหลังอานมีอยู่ทั่วไป และน่าจะมีมาก่อนสมัยพระเจ้าทรงธรรมด้วยซ้ำ ซึ่งได้มีชื่อเรียกในสมัยก่อนว่า สุนัขใส่หลังอาน หรือสุนัขหลังมีอาน ต่อมาในปัจจุบัน เรียกว่า สุนัขหลังอาน หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า หมาหลังอาน โดยทั่วไปขนของอานจะมีสีเดียวกับขนของสุนัข และจะมีขวัญตั้งแต่ 2-5 ขวัญ สำหรับอานของสุนัขหลังอานนี้อานจะเล็กหรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับชนิดของอานที่ใช้เรียกชื่อกัน ซึ่งแบ่งชนิดของอานได้ดังต่อไปนี้

1.อานเข็ม อานนี้ไม่มีขวัญ เป็นอานธรรมดาทั่วไป เกิดจากขนที่ย้อนกลับไปทางหัวเท่านั้น โดยขนนั้นจะยกตัวเป็นแผ่นเล็กมีขนาด 2-3 ซม. ที่สันหลัง แผ่นอานนี้จะเริ่มที่หัวไหล่ขาหน้า เรียบเล็กไปจรดโคนหาง

2.อานแผ่นหรืออานม้า เป็นอานธรรมดาทั่วไปและไม่มีขวัญเช่นกัน ลักษณะเช่นเดียวกับอานเข็ม คือขนที่หลังจะยกตัวขึ้นเป็นแผ่นขนาด 4-5 ซม. เต็มแผ่นหลังเหมือนอานม้าสุนัขที่มีอานเต็มแผ่นหลังนี้โดยมากอานจะมีขนาดใหญ่และหาได้ยาก เป็นที่นิยมเลี้ยง

3.อานเทพพนมหรืออานพรม อานชนิดนี้ไม่มีขวัญหรือไม่ได้เกิดจากขวัญ และขนบนหลังจะไม่ชี้ย้อนหลังไปทางหัว เพียงแต่ขนจะยกตัวขึ้นมาประสานกันเป็นแนวบนสันหลัง เหมือนกับการพนมมือไหว้พระ มักพบในสุนัขที่มีหลังอานที่มีขนยาว และเป็นลักษณะที่นิยม

4.อานธนูหรืออานลูกศร เกิดจากขวัญบริเวณหัวไหล่ของขาคู่หน้า ขดเป็นวงก้นหอย2 ขวัญบริเวณหัวไหล่ของขาคู่หน้า ขดเป็นวงก้นหอย 2 วง มาบรรจบกันที่สันหลัง แล้วเรียวเล็กปลายแหลมไปจดโคนหางหรือบั้นท้าย และยกเป็นแนวสันหลังสูงเห็นได้ชัดเจน อานเช่นนี้พบได้ในสุนัขหลังอานทั่วไปบางตำราถือว่าเป็นลักษณะแท้จริง ของสุนัขไทยหลังอาน และมักนิยมเลี้ยงไว้ผสมพันธุ์เอาลูก เพราะถึงแม้จะมีอานเล็ก แต่เวลาให้ลูกมักจะได้ลูกอานใหญ่ หรืออาน 4 ขวัญ ซึ่งเป็นอานพิณหรืออานใบโพธิ์

5.อานพิณ เกิดขวัญตั้งแต่ 3-4 ขวัญ โดยที่ตำแหน่งของขวัญจะอยู่ตรงหัวไหล่ของขาคู่หน้า 1-2 ขวัญมาบรรจบกัน แล้วเรียวไปถึงบริเวณหลัง ซึ่งบริเวณกลางหลงนี้ก็มักจะมีขัยอีก 2 ขวัญ แต่อยู่คนละฝั่งของสันหลังมาบรรจบกันป็นแผ่นกว้างที่กึ่งกลางหลังทำ ให้กลางสันหลังเป็นขนที่ชี้ย้อนกลังเป็นแผ่นใหญ่เต็มแผ่นหลัง จากนั้นก็จะเรียวเล็กปลายแหลมไปจดโคนหางมองแล้วดูเหมือนรูปพิณ

6.อานใบโพธิ์ ประกอบด้วยขวัญอย่างน้อยจำนวน 4-6 ขวัญเรียงเป็นระเบียบเหมือนกับอานพิณ แต่จะต่างกันตงที่ตำแหน่งของขวัญและบริเวณกึ่งกลางหลังเป็นแผ่นกว้างเต็มหลังจากกึ่งกลางสันหลัง และส่วนที่เรียวเล็กปลายแหลมนั้นถ้าเป็นอานพิณส่วนนี้จะเรียวยาวไปจดหางแต่อาน โพธิ์ส่วนนี้จะสั้นและยาวไม่ถึงโคนหาง มองดูแล้วมีลักษณะคล้ายใบโพธิ์อานแบบนี้หาได้ยาก ไม่ค่อยพบได้บ่อยนัก

7.อานไวโอลิน อานชนิดนี้เกิดจากขวัญจำนวนมากที่อยู่ห่างกันเป็นคู่ ๆ โดยคู่แรกจะอยู่ที่หัวไหล่ของขาคู่หน้า คู่ที่สองอาจเป็นขวัญคู่หรือขวัญเดี่ยว จะอยู่ห่างจากขวัญแรก ค่อนไปทางหางมากบ้างน้อยบ้างไม่แน่นอนตายตัวโดยจะยู่คนละข้างของแนวสันหลัง ตำแหน่งจะตรงกันหรือเกือบตรงกันจากนั้นจะเล็กเรียวไปจรดโคนหาง มีรูปร่างคล้ายไวโอลิน ที่นิยมมากคือชนิด 4 ขวัญ และขวัญอยู่ในตำแหน่งที่สมดุลเหมาะสม ดูแล้วสวยงาม จะหาดูได้ยาก ยิ่งถ้ามี5-6 ขวัญแบบนี้หาได้ยาก นาน ๆ จึงจะได้เห็นสักที

8.อานโบว์ลิ่ง อานชนิดนี้เกิดจากขวัญ 4-5 ขวัญ ที่บริเวณหัวไหล่หน้าอาจมีเพียง 1 ขวัญหรือไม่มีก็ได้ บริเวณสันหลังอาจมี 2 ขวัญ อยู่ตรงข้ามกันไม่ห่างมากนัก ส่วนที่หัวไหล่โคนขาจะมีอีกหนึ่งคู่ อยู่ตรงข้ามเช่นกัน แต่กว้างกว่าขวัญคู่แรก หรือขวัญบริเวณตอนกลางหลัง ลักษณะขวัญเช่นนี้มอดูแล้วจะมีลักษณะคล้ายรูปโบว์ลิ่ง

9.อานหูกระต่าย อานนี้มีลักษณะเป็นรูปวงรี อยู่บริเวณกลางหลัง ทางส่วนด้านบนตรงหัวไหล่ของขาคู่หน้าจะเป็นอานรูปหูกระต่าย 2 หู แยกออกจากกันดูคล้ายกับตัวกระต่ายนั่งหันหลัง อานแบบนี้หาดูได้ยากอีกแบบหนึ่ง

ชนิดและสีขน

ชนิดของขน

แม้ว่าสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานจะมีเพียงพันธุ์เดียวเท่านั้น แต่ก็มีการแบ่งชนิดของขนออกเป็น 4 ชนิด คือ

1. สุนัขไทยหลังอานชนิดขนยาว เดิมทีสุนัขไทยมีขนยาว แต่ต้องเป็นขนที่ไม่ยาวเกิน 2 ซม. ถ้ายาวเกินกว่านี้ โดยมากจะเป็นสุนัขไทยหลังอานที่มีการผสมพันธุ์กับพันธุ์ต่างประเทศ มีข้อดีอยู่บ้างคือ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคผิวหนัง ยุงไม่กัด แต่มีข้อเสียที่ต้องคอยดูแลเรื่องความสะอาด มีเห็บ, หมัด อาศัยดูดกินเลือด ทำให้เสียเวลาในการดูแลมาก และค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง

2. สุนัขไทยหลังอานชนิดขนสั้น ได้มีการนำเอาสุนัขไทยหลังอานขนยาวมาผสมพันธุ์กับพันธุ์หลังอานธรรมดา ได้ลักษณะใหม่ที่มีขนสั้นแต่ไม่เกรียนติดผนัง เคยได้รับความนิยมเลี้ยงกันอยู่พักหนึ่ง ปัจจุบันยังพอนิยมอยู่บ้าง เพราะขนที่สั้นดูแลรักษาความสะอาดง่าย สามารถมองเห็นตัวหมุด เห็บได้ดี ทนต่อยุงกัดได้ ไม่เป็นแผลพุพอง ทำให้ใช้เวลาในการดูแลน้อย ค่าใช้จ่ายในการดูแลไม่มาก เลี้ยงปล่อยไว้ในบ้านไม่ต้องให้อยู่ในมุ้งลวด ที่สำคัญคือมองเห็นอานได้ชัดเจน

3. สุนัขไทยหลังอานชนิดขนเกรียน เกิดจากการปรับปรุงสายพันธุ์ต่อๆ มา จนขนสั้นเกือบติดหนัง เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบันยิ่งราคาสูง แต่มีข้อเสียคือเปรียบเหมือนคนไม่สวมเสื้อผ้า ทุกครั้งที่ถูกยุงกัดจะเป็นตุ่มมีโอกาสเป็นโรคผิวหนัง ยากต่อการรักษา ต้องนอนมุ้งลวด รวมทั้งมองเห็นอานไม่ค่อยชัด

4.สุนัขหลังอานชนิดขนกำมะหยี่ สุนัขหลังอานที่มีขนสั้นแน่นเรียบเกรียนติดหนังที่เรียกว่า ขนกำมะหยี่ นี้ปัจจุบันเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากและมีราคาแพงกว่าชนิดอื่น ๆ มองเห็นอานได้ชัดกว่าชนิดขนเกรียน แต่มีข้อเสียที่ทุกครั้งยุงกัดจะเป็นตุ่ม เป็นโรคผิวหนังได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ต้องนอนในมุ้งลวด


สีของขน
สีของสุนัขหลังอานเท่าที่พบมีสีน้ำตาล สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาลดำ สีน้ำตาลอ่อน สีสวาด สีดำ สีขาว สีกลีบบัว เป็นต้น

1.สีแดง สุนัขพันธุ์หลังอานสีแดงเป็นพันธุ์เก่าแก่ ต้นสายมาจาก จังหวัดตราด จันทบุรี และระยอง(นิยม สีออกน้ำตาล สีลูกวัว สีนวล รวมเป็นสีแดงหมด เช่นสุนัขสายจังหวัดจันทบุรี ตราด ออกสีน้ำตาลอ่อน ขาบเข้ม เขาจะเรียกว่า หมาแดง ทั้งสิ้น) สุนัขหลังอานสีแดงเป็นสีที่มีขนสวยงาม ปัจจุบันสุนัขที่จัดว่าเป็นพันธุ์โบราณ คงมีเหลืออยู่เป็นจำนวนมากกว่าสีอื่น ๆ คงจะเป็นด้วยสีแดงเป็นแม่สีที่แรง และอยู่ได้คงสภาพ แจกลูกสืบเชื้อสายให้ตัวอื่นได้ง่าย เป็นสุนัขที่จัดว่าค่อนข้างอดทนและบึกบึน ปัญหาเรื่องขนสีมีน้อย

2.สีสวาดหรือสีเทา เป็นสุนัขระหว่างสีดำกับสีแดงเข้ากัน แดงอ่อน ๆ กับดำ ถึงจะหลุดออกมาเป็นสีเทา เป็นสุนัขหลังอานที่หลวงปริพนธ์ พจนพิสุทธิ์ ได้ผสมขึ้นมาเป็นรั้งแรก กล่าวได้ว่าสุนัขไทยสีเทา (สวาด) ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นลูก หลาน เหลน ของสุนัขที่ชื่อว่าเจ้าเทาของคุณหลวงเกือบทั้งสิ้น เดิมทีเดียวยังเป็นสุนัขหลังอานขนยาวไม่สั้นเกรียนอย่างในปัจจุบัน มี ทั้งเทาดำ เทาขี้เถ้า เทาเงินยวง ในปัจจุบันนำมาผสมกันกับสุนัขทางสายตราด และจันทบุรี จะได้เป็นขนกำมะหยี่และเป็นกำมะหยี่ที่เงาแต่อานจะไม่ใหญ่ โดยมากมักเป็นอานลูกศร หรืออานพันขนาดเล็ก ถ้ามีอานใหญ่ก็นับว่าชั้นหนึ่งแต่จะได้น้อยมาก
สุนัขสีสวาดขนกำมะหยี่มีอานราคาแพงพุ่งสูงสุดในเรือนแสน สยบราคาสุนัขนอกราคาตกต่ำไปอย่างสิ้นเชิง ราคาผสมพ่อพันธุ์สวาดตัวเอก สูงถึง 5 เท่าของราคาผสมพ่อพันธุ์อัลเซเชียล แต่บางทีลูกที่ออกมาไม่ค่อยดี เพราะสายพันธุ์ที่เป็นอยู่ถือว่ายังไม่นิ่งถาวรยังคงแฝงส่วนบกพร่องของฟู่ ย่า ตา ยาย ติดอยู่ ครั้นผสมพันธุ์ยังมีเลือดเสียแฝงอยู่ จุดปมด้อยยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัด สุนัขสวาดยังคงใช้เวลาในการผสมพันธุ์ต่อกีก4-5 ปี จึงจะได้สายเลือดถาวรที่แท้จริง

3.สีดำ เป็นสีโบราณที่มีมานานที่สุด จัดว่าเป็นพ่อสีหลักของสุนัขสีต่าง ๆ อีกมากมาย สุนัขสีดำที่ดำสนิทจริง ๆ นั้นสวยงามสวยงามมาก ธรรมชาติพิเศษของมันจะให้ต่อน้ำมันขับออกมาที่ขนดูเงางามกว่าสีอื่น ๆ ผิวหนังเนื้อในที่ดำนั้นนั้นเป็นพื้นทชสีที่ไม่เปลี่ยนยีนหรือลบสีเดิมได้ง่าย บางตัวเล็บ จมูก นม ตาก็ดำสนิทด้วย แต่จัดว่าเป็นสุนัขที่อาภัพ เพราะคนไทยไม่ค่อยนิยมและเป็นที่รังเกียจของคนที่ถือโชคลาง

4.สีขาว เป็นสีที่ดูแล้วสวยงามสะอาด ดูเด่นสวยงามมาก สุนัขหลังอานโดยเฉพาะที่ขนเกรียนนั้นปัจจุบัน หาได้ยากมาก ส่วนใหญ่ไม่ขาวปลอดสนิท มักจะมีแซมน้ำตาลอมแดง เหลืองนวล หรือแซมชมพู กล่าวกันว่าสุนัขสีขาวที่ถูกลักษณะจริง ๆ ต้องมีพื้นหนังเป็นสีดำหรือเทาหนังช้าง ทำให้ช่วยขับส่งความขาวของขนให้สว่างมากขึ้น และต้องมีจมูกดำ ตาแดง เล็บขาวด้วย

5.สีเขียว คนโบราณมักเรียกว่าสีน้ำตาลอ่อน ขนาด70-80 เปอร์เซ็นต์ แซมขนดำ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นสีเขียว สุนัขสีเขียวจัดเป็ฯต้นสายสำคัยสีหนึ่งที่ทำให้ได้สีสวาดในปัจจบันหาได้ยากขึ้น

6.สีนากหรือสีโกโก้ เป็นผลจากสีแดงผสมกับสีดำ จัดเป็นสีที่สวยดีอีกแบบหนึ่ง และลึกซึ้งกว่าพันธุ์สีแดง สุนัขหลังอานสีนากอ่อนค่อนข้างจะหายาก โดยเฉพาะพวกขนเกรียนกำมะหยี่ สีนากทั้งตัวส่วนใหญ่จะพบได้ค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่จะด่างอก ขา และหาง

7.สีกลีบบัว เกิดจากสุนัขพันธุ์สวาดหรือสีเทาที่สายเลือดยังไม่นิ่งผสมกัยสีแดงจะออกมาเป็นสีกลีบบัว ประกอบกับยังมีตัวแปรอื่น ๆ ค่อนข้างมาก ผสมกันแล้วบางครั้งก็ออกมาเป็นสีกลีบบัวโรย บัวชมพู บัวอ่อน นักเล่นสุนัขมักเรียกหมาหลงสีเหล่านี้ว่า กลีบบัวทั้งหมด

8.สีลายเสือ สุนัขลายเสือมีลักษณะคล้าย ๆ กันเกือบทุกภาค คือจะมีลายพาดขวางตัว บางตัวด้านหลังจะเป็นลายพาดจรดกันอย่างก้างปลาเป็นสุนัขที่ค่อนข้างตัวเล็ก แคบ นาน ๆ จะพบตัวที่กะโหลกโต ส่วนใหญ่มีอกด่าง ขาด่าง และหางดอก ยังคงมีปรากฏอยู่ทุกภาค แต่ไม่ค่อยนิยมกัน

ลักษณะของสุนัข ไทยหลังอาน

ลักษณะโดยทั่วไป

สุนัขหลังอานมีรูปร่างใกล้เคียงกับสุนัขพันธุ์ไทยพื้นบ้านทั่วไป จุดเด่นที่สะดุดตามากที่สุดก็คือมีอานอยู่บนหลัง มีท่าทางว่องไว กระฉับกระเฉง ดูร่าเริง ฉลาด ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเจ้าของ และยังมีสัญชาติญาณในการล่าสัตว์ปรากฎให้เห็น คือ มีความดุร้ายพอสมควร ระแวดระวังคนแปลกหน้า หรือตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงต่างๆ แต่ขณะที่สุนัขหลังอานยืนเพ่งดูคน หรือสิ่งแปลกปลอม จะมีลักษณะสง่างาม หน้าจะเชิด หูจะตั้ง หันไปทางทิศที่มาของเสียง หางจะทอดไปข้างหน้า มีลักษณะโค้งเหมือนดาบ จัดอยู่ในประเภทสวยงาม เพราะมีลักษณะผิดไปจากสุนัขอื่นๆ ตรงที่มีอาน นอกจากนั้นยังเลี้ยงไว้เ้ฝ้าบ้าน และเป็นเพื่อนได้ดีอีกด้วย

ลักษณะมาตรฐาน
ลักษณะมาตรฐานของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ตามที่สมาคมผู้นิยมเลี้ยงสุนัขแห่งประเทศไทยได้ขอจดทะเบียนไว้กับสหพันธุ์สุนัขแห่งเอเชีย และสมาคมสุนัขโลกมีดังนี้

ส่วนหัว: ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ หัว, หู, ตา, จมูก, ปาก และฟัน ลักษณะของหัวจะเป็นรูปลิ่ม หน้าผากกว้าง กรามใหญ่ ปากมนไม่แหลม มุมปากลึก ริมปากปิดสนิทพอดีกับกราม บริเวณปากจะมีสีดำหรือที่เรียกว่าปากมอม ในสุนัขหลังอานสีน้ำตาลส่วนใหญ่ปากจะมอม สีอื่นๆ อาจจะปากมอมหรือไม่มอมก็ได้ ฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบ ฟันบนขบชิดแนบสนิทกับฟันล่าง ฟันบนควรมี 20 ซี่ ฟันล่างมี 22 ซี่ เขี้ยวแหลมมี 4 ซี่ ขบกันสนิท ตาค่อนข้างเรียวเล็ก แหลม รับพอดีกับหน้าผาก สีของดวงตากลมกลืนกับสีของลำตัว และแววตาเป็นประกายน่าเกรงขาม เวลาจับจ้องคนแปลกหน้าจะเห็นความไม่ไว้วางใจปรากฎในแววตา ทำให้เกิดความน่ากลัว จมูกใหญ่เป็นสีดำสนิท สันจมูกกว้าง ลิ้นต้องมีปานสีดำ หน้าผาก และดั้งจมูงยื่นตรงขนานกันและกัน หูทั้งสองข้างเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลม หรือหูรูปกรวย มีขนาดพอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ไม่หลุบหรือตูบไปข้างหน้า หูไม่ชิดหรือห่างเกินไป ระหว่างหูทั้งสองมีลักษณะเป็นเส้นตรง ไม่นูน หรือแอ่นตรงกลาง และหูต้องตั้งตรงรับพอดีกับส่วนหัว

คอ: ต้องตั้งตรงและแข็งแรง ไม่ยาวและหนาจนเกินไป มีขนาดพอดีกับลำตัวและส่วนหัว คอส่วนล่างโค้งรับกับอก และลำตัว เหนียงคอต้องไม่ยานเหมือนเหนียงวัว คอต้องเิชิดทำให้สุนัขดูสง่างาม

ลำตัว: ควรมีลักษณะสมส่วน กล่าวคือ ลำตัวต้องมีกล้ามเนื้อคล้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดของลำตัวเมื่อวัดความยาวและส่วนสูงของลำตัวแล้วจะต้องไม่ยาวกว่าส่วนสูงเกิน 1 นิ้ว หรือที่นักเลงเลี้ยงสุนัขเรียกว่า 10 ต่อ 9 โดยความยาวของลำตัววัดจากส่วนอกด้านหน้าถึงสะโพกด้านท้าย ส่วนความสูงวัดจากหัวไหล่ด้านหน้าถึงปลายเท้าด้านหน้า ไหล่ต้องผึ่งผาย ลำตัวควรจะเพรียวลม เวลาเดิน หรือวิ่งสันหลังจะตรงเสมอกันไม่แอ่นเอียงลาดจากโหนกไหล่ลงสู่ส่วนท้าย

อก: เมื่อมองจากด้านข้างในขณะที่สุนัขยืน จะเห็นว่าอกไม่ใหญ่มากนักแต่อกจะลึก ความลึกของอกมีประมาณ 50 ส่วนของความสูงทั้งหมด กล่าวคือ อกจะลึกมากถึงระดับข้อศอกของขาหน้า ทำให้ปอดและหัวใจใหญ่เวลาวิ่งจะเหนื่อยช้า

ท้องและเอว: ท้องกว้างโค้งและคอดกิ่วไปถึงบริเวณเอว ส่วนเอวจะเล็กและคอดทำให้กระโดดได้สูงและไกล วิ่งได้เร็ว

ขา เท้า และเล็บ: ขาหน้าควรเหยียดตรง และขนานกัน ขาไม่โก่งงอ หรือคดปลายและไม่แบะออกข้าง ข้อศอกกระชับแนบกับลำตัว ช่องว่างระหว่างขาหน้าทั้งสองกว่าง ขาหลังมีกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดมองเห็นได้ชัดเจน โดยขาหลังสั้นกว่าขาหน้า เวลายืนขาหลังจะเฉียงไปข้างหลังเล็กน้อย และกางออกจากกันเป็นฐานที่มั่นคง ขาไม่ควรตึงเป็นเส้นตรง ควรมีข้อเข่าและมีน่องที่ย่อลงเล็กน้อย ทำให้เกิดมีแรงส่งในการวิ่ง ก้าวได้ยาว และทำให้ส่วนท้ายย่อลง ช่องว่างระหว่างขาคู่หน้าและขาคู่หลังควรจะสัมพันธ์ หรือได้สัดส่วนกับความสูงของลำตัว ถ้าตัวยาวบั้นท้ายจะแกว่งและขาจะสั้นไม่ได้สัดส่วน ดังนั้นลักษณะที่ดีในขณะเดิน คือ หัวตั้งเชิด ขาไม่แบะ ในส่วนของเท้าและเล็บ เท้าหน้ามี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ต้องไม่มีนิ้วติ่ง ถ้ามติ่งต้องตัดออก อุ้งเท้าควรหนาและใหญ่ ค่อนข้างกลม นิ้วจิกงุ้ม ดูแน่นไม่แผ่ออก ดูกลมเหมือนเท้าสิงห์เวลาเดินหรือยืน นิ้วเท้าจะกางออกจากกันเล็กน้อย เพราะระหว่างนิ้วเท้าจะมีหนังที่ยืดออกได้ เล็กเท้าควรมีสีดำหรือกลมกลืนกับสีของขน และควรเป็นสีเดียวกันทั้งหมดทุกเล็ก

หาง: หางที่ดีขณะที่ยืนหางจะต้องตั้งชี้ขึ้น และโค้งเรียวเหมือนดาบ ตั้งตรงกับแนวสันหลัง ตรงปลายหางอาจเป็นสีดำ กระดูกหางมีระหว่าง 16-20 ข้อ ควรจะมีหางที่ยาวเลยข้อศอกของขาหลังเล็กน้อย ดูแล้วสมตัว ถ้าหางงอขดม้วนติดหลัง หรือหางงอจนปลายหางจรดหลัง หรือหางไม่ชี้โค้ง หรือบิดเบี้ยว บิดงอ ถือว่าไม่สวย และใช้ไม่ได้เมื่อเดิน หรือวิ่งหางไม่ควรแกว่งมากเกินไป

หนังและขน: หนังควรจะหนาดีกว่าหนังบาง จะทำให้ทนทานต่อการขีดข่วนได้ดี ทดสอบได้โดยใช้มือกำหนังทางด้านต้นคอ หรือที่หลังขึ้นมา ถ้ากำได้เต็มอุ้งมือและย่นตามมือแสดงว่ามีหนังหนา ถ้าหนังไม่หนาจะไม่ค่อยอดทน ขนของสุนัขไทยหลังอานจะสั้นเกรียน เรียบและแน่นหนาเป็นระเบียบ ผิวหนังอ่อนนิ่ม มีทั้งขนที่สั้นแต่ไม่เกรียนติดหนัง และขนสั้นแน่นเรียบติดหนัง เรียกว่าขนกำมะหยี่ ซึ่งขนกำมะหยี่นี้จะมีราคาแพงกว่า อย่างไรก็ตามลักษณะขนเมื่อดูแล้วจะต้องเรียบสั้น เป็นเงางามยาวขนาดขนม้าก็เรียกว่าเพียงอด ถ้าสั้นมากเป็นกำมะหยี่จะเป็นโรคหนังได้ง่าย

สีของขน: สุนัขไทยหลังอานมีอยู่หลายสี ไม่จำกัดลงไปว่าสีใดสำคัญกว่าสีใดสีหนึ่ง ไม่จำกัดลงไปว่าสีใดเป็นพันธุ์แท้เพียงสีเดียว ขึ้นอยู่เพียงแต่ว่าสีใดหาได้ยากง่ายกว่ากันแล้วแต่ค่านิยม แต่ที่สำคัญต้องเป้นสีเดียวตลอดตัว และมีอานใหญ่ สีที่ถูกต้องคือสีน้ำตาลแดง แต่ขนสีที่หาได้ยากคือสีสวาด ถ้ามีอานใหญ่ก็นับว่าเป็นชั้นหนึ่ง ปัจจุบันนิยมสีอื่นเพิ่มขึ้น เท่าที่พบก็มี สีดำ สีกลีบบัว สีขาว สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลดำ ที่สำคัญคือควรเ็นสีเดียวกันตลอดทั้งตัว ถ้าอกสีขาวจัดว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดี

อาน: อานนี้เกิดจากขวัญที่สันหลัง โดยอานเริ่มตั้งแต่ที่ริมกระดูกสันหลังใต้ไหล่ทั้งสองลงไปเล็กน้อย ขนชี้กลับไปทางหัวรวมกันเป็นดวงกลมใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2-5 ซม. หรือใหญ่กว่านั้น แล้วเรียวเล็กลงเรื่อยๆ ดุจปลายแซ่จนเกือบจรดถึงโหนกกระดูกขาหลัง ขนที่เป็นขวัญ และที่เรียวลงนี้เป็นขนกลับย้อนจากขนธรรมดาของสุนัข รวมกันยกขึ้นเป็นแนวเป็นสันสูง เห็ได้ทันทีว่าผิดกับสุนัขธรรมดา บางตัวขนหลังมีขวัญมากกว่า 4-5 ขวัญก็มี ขวัญยิ่งมาก ยิ่งทำให้เส้นขนกลับบนหลังใหญ่ขึ้น แต่คงเรียวเล็กเป็นปลายแซ่ตามหลังไปทางหางอ่างสองขวัญสำหรับอานก็ีมีหลายรูปแบบแล้วแต่จะเรียกกัน เช่น อานธนู หรืออานลูกศร อานแผ่น อานกีต้า และอานใบโพธิ์ หรืออานม้า

ขนาด: ตัวผู้เต็มที่หนักประมาณ 25-28 กก. สูงวัดจากปลายเท้าถึงหัวไหล่ 24-26 นิ้ว ตัวเมียหนักประมาณ 22-25 กก. สูง 22-24 นิ้ว

อุปนิสัย: สุนัขไทยหลังอานนี้มีความเฉลียวฉลาดและความจำดีเป็นเลิศ มีไหวพริบดี ทั้งยังมีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเจ้านายเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเฆี่ยนตี ทรมานให้อดอยาก ก็มักจะกระดิกหางเข้ามาหมอบแทบเท้าเสมอ ไม่ถึือโกรธอาฆาต และไม่คลายความจงรักภักดีต่อเจ้าของ เหมาะที่จะใช้ในการเฝ้าทรัพย์สิน บ้านช่อง เพราะไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้า มีสัญชาติญาณในการล่า และมีความสามารถในการยังชีพสูง ไม่ค่อยชอบอยู่ในบังคับ กฎเกณฑ์ หรือถูกบังคับ นอกจากฝึกหัดให้เคยชินแต่เล็ก

ไทยหลังอาน (Thai Ridgeback)

ไทยหลังอาน (Thai Ridgeback) เป็นสุนัขพันธุ์พื้นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย มีขนาดกลาง ขนสั้น หูตั้งเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายจมูกสีดำและจะงอยปากแหลมยาว หางเรียวยาวเป็นรูปดาบ ลักษณะเด่นคือมีอานซึ่งเกิดจากขนอยู่บนแนวหลัง ถิ่นกำเนิดของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานอยู่ในภาคตะวันออก แถบจังหวัดจันทบุรีและตราด คนพื้นเมืองใช้สุนัขพันธุ์นี้ล่าสัตว์และติดตามเกวียนเพื่อคอยระวังภัย ระบบการคมนาคมที่ยังไม่ดีในสมัยก่อนทำให้ไทยหลังอานสามารถคงลักษณะดั้งเดิมอยู่ได้นาน


ถิ่นกำเนิดสุนัขไทยหลังอาน

สุนัขไทยหลังอานถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้อย่างไร มีการวิเคราะห์และศึกษาจากผู้รู้คิดว่าสุนัขไทยหลังอานน่าจะมาจากสุนัขในกลุ่ม Wolf และ Jackal สุนัขไทยหลังอานเป็นสุนัขพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่ในย่านเอเชียตะวันออกในเขตร้อน ซี่ง สุนัขพื้นเมืองในเขตนี้จะดูมีลักษณะคล้ายๆ กัน เช่น สุนัขในประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า มาเลเซีย บางแถบของประเทศจีน สุนัขในแถบนี้จะมีกระโหลกศีรษะเป็นสามเหลี่ยมรูปลิ่ม มีกรามใหญ่ที่แข็งแรง มีหูทั้งสองข้างตั้งชัน มีเส้นหลังตรง มีหางตั้งยกขึ้นเหมือนดาบหรือเคียว

แต่สุนัขไทยหลังอานจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะคือมีขนที่เส้นหลังย้อนกลับที่เส้นกลางหลัง ที่สุนัขสายพันธุ์อื่นๆ ของประเทศต่างๆ ไม่มี และนี่จึงเป็นที่มาของสุนัขไทยหลังอาน

จากงานวิจัยของร.ศ. สุรวิช วรรณไกรโรจน์ อาจารย์ประจำคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พบรอยเขียนภาพตามผนังถ้ำในยุคหินใหม่อายุราว 2000 ปี ที่จังหวัดนครราชสีมาและอุทัยธานี เป็นรูปสุนัขหูตั้งหางดาบ สีพื้นยืนคู่กับพรานธนูและลายเสือ แต่ไม่พบว่ามีการบันทึกเรื่องราวของสุนัขไทยหลังอานก่อนรัชสมัยรัชกาลที่ 9 เพราะสมุดข่อยยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่กล่าวถึงสุนัขมงคลก็ไม่ได้กล่าวถึงสุนัขหลังอานหรือสุนัขที่มีขนย้อนกลับบนแผ่นหลังแต่ประการใด ทั้งนี้สมุดข่อยโบราณซึ่งถูกอ้างว่ามีอายุ 300 กว่าปีมาซึ่งมีใจความว่า “สุนัขตัวมันใหญ่ มันสูงเกินสองศอก มีสีต่างๆ ไม่ซ้ำกัน มันมีขนที่หลังกลับ มันร้ายมันภักดีต่อผู้เลี้ยงมัน มันหากินขุดรูหาสัตว์เล็กๆ มันชอบตามผู้เลี้ยงไปป่าหากิน มันได้สัตว์ มันจะนำมาให้เจ้าของ ถึงต้นยางมีน้ามัน มันมีกำลังกล้าหาญไม่กลัวใคร ธาตุสีทั้งหลาย รัชตะชาด มันมีโคนหาง มันมีหางเป็นดาบชาวป่า ถ้าผู้ใดมีไว้ในครอบครองจะได้รับความภักดีจากมัน”นั้นได้ถูกนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณของหอสมุดแห่งชาติอ่านในปี พ.ศ. 2539 แล้วไม่พบข้อความที่กล่าวอ้างแต่ประการใด ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยของนักประวัติศาสตร์ชาวซิมบับเวแล้วให้ข้อมูลทางพันธุศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าสุนัขทีมีลักษณะหลังอานซึ่งเป็นบรรพบุรุษของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานน่าจะถือกำเนิดขึ้นจากการกลายพันธุ์จากสุนัขพันธุ์ปกติซึ่งไม่มีอานเมื่อไม่น้อยกว่า 2500 ปีมาแล้วในอาณาจักรฟูนัน แล้วสุนัขพันธุ์ดังกล่าวจึงได้ถูกเผยแพร่ไปยังอินเดียและโรดีเชียในเวลาต่อมา จนเป็นต้นกำเนิดของสุนัขหลังอานพันธุ์ Ari ของชนเผ่า Hottentot และสุนัขหลังอานพันธุ์ผสม Rhodesian ridgeback

อย่างไรก็ตามสุนัขไทยหลังอานถูกจัดให้เป็น”สุนัขประจำชาติไทย” โดยเป็นสุนัขที่สามารถช่วยปกป้องเตือนภัย ดูแลทรัพย์สิน และช่วยยังชีพในการออกป่าล่าสัตว์ ของคนไทยมาแต่โบราณกาล เราจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า สุนัขไทยหลังอานของเราเคยอยู่คู่กับคนไทยเรามาตั้งแต่นมนาน ได้โดย ถ้าเราไปตามที่ชุมชนดั้งเดิมที่ยังมีการรักษาวัฒนธรรมไทยมาแต่ปู่ย่า ตายาย หรือ ตามพื้นที่นอกปริมณฑล เมื่อชาวบ้านเห็นสุนัขไทยหลังอาน พวกเขาจะเรียกชื่อสุนัขไทยหลังอาน กันอีกชื่อหนึ่งว่า “หมาพราน” เราจะเห็นได้ว่าสุนัขไทยหลังอานเราจะมีความสามารถพิเศษเฉพาะมากมาย ที่สุนัขสายพันธุ์อื่นไม่มีเหมือนหรือเปรียบเทียบได้เลยกับสุนัขไทยหลังอานของเรา ไม่ว่าจะเป็น “สายพันธุ์แท้ดั้งเดิม” ที่มีการพัฒนาด้วยตัวของมันเองมาแต่โบราณกาล มาจนถึงกระทั่งทุกวันนี้ ซี่งพึ่งมีคนหันมาให้ความสนใจในสุนัขไทยหลังอานและนำมาพัฒนาพันธุ์เมื่อไม่นานมานี้ มาช่วยกันอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์สุนัขประจำชาติไทยกันเถอะครับ